หนังมาใหม่

เรื่องย่อไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

วันที่เข้าฉาย: 20 กันยายน 2561
ประเภท: คอมเมดี้
ดารานำ: พชร จิราธิวัฒน์
นักแสดงสมทบ: เจนนิเฟอร์ คิ้ม

เรื่องย่อ
ศักรินทร์ (พีช พชร) หนุ่มอายุ 25 ที่ตกงานเขาจึงต้องหารายได้หลัก ๆ
จากการเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ซึ่งมันคงจะไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากถ้าเค้าดันไม่ได้โกหก แม่ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)
กับยายของเค้าเอาไว้ว่าเค้าเป็นพนักงานแบงค์ที่กำลังจะได้รับการโปรโมทให้เป็นรอง
ผู้จัดการแบงค์ ในเร็ว ๆ นี้ ทุกเช้า
ศักรินทร์จะต้องเริ่มต้นโกหกด้วยการใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทด์ดูภูมิฐานออกไปจากบ้าน
ก่อนที่จะไปแอบเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดทับเสื้อกั๊กสีส้มดูสมกับเป็นวินมอเตอร์ไซค์ที่วินที่เค้า
ทำงานอยู่โดยมีพี่หลง (โรเบิร์ต สายควัน) และเบ๊
เป็นเพื่อนร่วมวินที่รู้เรื่องของเค้ามาตลอด วันหนึ่งเค้า กลับพบกับ จ๋าย (ฝน
ศนันธฉัตร)
เพื่อนสาวสมัยเด็กที่บังเอิญย้ายมาเป็นสาวพนักงานแบงค์ตัวจริงใกล้กับวินที่เค้าทำงา
นอยู่ ในวันที่เจอกันศักรินทร์ได้รู้ว่าจ๋ายมีแฟนแล้ว คือ เอ (โอ๊ต ปราโมทย์)
ผู้ช่วยผู้จัดการแบงค์ที่ทำงานที่เดียวกับจ๋าย
ศักรินทร์จะเก็บความลับนี้ไปได้ตลอดหรือไม่ ติดตามได้ ใน ไบค์แมน ศักรินทร์
ตูดหมึก…

Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ

Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ ว่าด้วยเรื่องราวที่ไม่ได้รับการเปิดเผยสุดทึ่งของ
แคทเธอรีน จอห์นสัน รับบทโดย ทาราจิ พี. เฮนสัน (Taraji P. Henson), โดโรธี วอห์น
รับบทโดย ออกเตเวีย สเปนเซอร์ (Octavie Spencer) และ แมรี แจ็คสัน รับบทโดย จาเนล
โมเน (Janelle Monáe) สาวแอฟริกันอเมริกันผู้ชาญฉลาดที่ทำงานให้ NASA
โดยทำหน้าที่เป็นผู้ระดมสมองในภารกิจที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือ
การส่งมนุษย์อวกาศ จอห์น เกล็นน์ รับบทโดย เกลน โพเวล (Glen Powell) เข้าสู่วงโคจร
ซึ่งความสำเร็จนี้จะสร้างความเชื่อมั่นของคนในประเทศให้กลับคืนมา
โดยต้องเดินทางรอบ Space Race และเปลี่ยนแปลงโลก
หญิงสาวผู้ชาญฉลาดได้ก้าวข้ามผ่านทุกเพศและทุกเชื้อชาติ
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่าง ๆ คิดฝันการใหญ่

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คงต้องยกให้นักแสดงนำทั้งสามคน ได้แก่ ทาราจิ พี.
เฮนสัน, ออกเตเวีย สเปนเซอร์ และ จาแนล โมเน
ที่แค่ฉากแรกก็สร้างรอยยิ้มต้อนรับผู้ชมได้เป็นอย่างดี
และทั้งสามคนนี้ก็กลายเสาหลักให้ภาพยนตร์มีความน่าสนใจตลอดทั้งเรื่อง
ด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไปกลายเป็นสามสาวสามสไตล์ที่สนิทกัน
แม้ว่าเส้นเรื่องของภาพยนตร์จะเน้นหนักไปที่ ทาราจี พี. เฮนสัน ที่สวมบทบาทเป็น
แคทเธอรีน จอห์นสัน
แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวของเพื่อนอีกสองคนก็ไม่ได้ถูกลดทอนลงไป
แต่ละคนต่างมีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้ชมอย่างเท่าเทียมกัน

เหตุการณ์ในภาพยนตร์เกิดขึ้นในยุคที่สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสีผิว
และเพศเป็นหลัก ดังนั้น ภาพยนตร์แทบทั้งเรื่องได้แตะประเด็นนี้ตลอดเวลา
ซึ่งแน่นอนว่าสาว ๆ
ทั้งสามเสมือนเป็นพลเมืองชั้นที่สองหรือสามของประเทศแห่งเสรีภาพนี้ไปโดยปริยาย
ระหว่างที่ชมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐฯ จริง ๆ

ใช่หรือไม่ อาทิ การแยกห้องน้ำระหว่างคนผิวขาวและผิวสี
การแบ่งแยกห้ามใช้จักรยานส่วนรวมร่วมกัน
การแบ่งแยกห้ามใช้เครื่องชงกาแฟร่วมกัน การแบ่งแยกการใช้ห้องสมุด
การแบ่งแยกการเข้าเรียนในสถานศึกษา และอีกนานัปการที่จะจินตนาการได้
ซึ่งความรู้สึกของคนผิวสีที่ต้องใช้ชีวิตในลักษณะนี้ก็สามารถส่งผ่านมาถึงผู้ชม
และเชื่อได้ว่าในโลกความเป็นจริง
สิ่งที่คนผิวสีต้องเผชิญน่าจะรุนแรงต่อจิตใจมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน

โดยส่วนตัวแล้ว ฉากที่พีคที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากที่ เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)
รับบทเป็น อัล แฮร์ริสัน ระดับหัวหน้าปฏิบัติการเดินถือฆ้อนไปที่หน้าห้องน้ำหญิง
และทุบป้ายที่ระบุว่า Colored Ladies Room ทิ้ง
ซีนนี้แทบไม่ต้องใช้เพลงช่วยบิ้วอารมณ์แต่อย่างใด
แต่น้ำตากลับรื้นและไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ถือเป็นอีกหนึ่งฉากที่ทรงพลังและได้ใจที่สุดในภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นว่าการกำแพงที่
แบ่งแยกระหว่างคนสองผิวสีเริ่มพลังทลายลง
และทำให้คนสองสองผิวสีได้พูดคุยกันในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกันอย่างที่มันควรจะเ
ป็น

ภาพยนตร์ไม่ได้เน้นไปที่ทฤษฎีใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ภาพยนตร์โฟกัสไปที่เรื่องราวของทั้งสามสาวดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ดังนั้น
หากใครคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องเข้าใจยาก
หรือต้องมีพื้นความรู้เกี่ยวกับอวกาศก่อนเข้าไปดูหรือไม่ แทบไม่มีความจำเป็นเลย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับให้เด็กสายวิทย์ที่คิดจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
นักคณิตศาสตร์ หรือปัญญาชนไอคิวสูงเข้าไปชม
แต่ได้เปิดประตูให้ทุกคนที่ต้องการแรงบันดาลใจในชีวิตเข้าไปชมมากกว่า

จากข่าวก่อนหน้านี้ที่หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ออกเตเวีย สเปนเซอร์
ถึงกับออกเงินปิดโรงภาพยนตร์และเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ด้อ

ยโอกาสเข้าไปชมนั้น (ออกเตเวีย สเปนเซอร์ เหมาโรงฉาย Hidden Figures
ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าชม)
ในตอนแรกก็ไม่คิดว่าภาพยนตร์จะมีพลังอะไรที่สร้างกำลังใจให้ขนาดนั้นหรือไม่อย่า
งไร แต่หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็รู้สึกได้เรียนรู้ ได้เติมเต็ม
และได้แง่คิดหลายอย่างจากผู้หญิงสามคนนี้จริง ๆ

แคทเธอรีน จอห์นสัน
อดทนอดกลั้นต่อทุกแรงกดดันในหน้าที่การงานจนพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่าตัวเธอนั้นมีดีม
ากกว่าสีผิวและเพศ โดโรธี วอห์น ตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตัวเอง
รวมไปถึงดูแลรับผิดชอบงานให้กับลูกทีมคนอื่น ๆ โดยไม่ทิ้งกัน
แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นหัวหน้าก็ตาม แมรี แจ็คสัน
เจอข้อจำกัดเรื่องสีผิวและเพศกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่สามารถทำให้เธออยู่ในตำ
แหน่งงานที่อยากจะทำได้ ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
หาหนทางทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเองตามกติกาที่ฝ่ายบุคคลได้ตั้งไว้
เมื่ออัจฉริยะไม่เกี่ยวกับชนชาติ ความเข้มแข็งไม่ได้ดูที่เพศ
และความกล้าหาญนั้นไร้ขีดจำกัด
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวมานี้คือแรงสำคัญที่สร้างสรรค์กำลังใจให้กับทุกคนได้ดียิ่ง…

รีวิว Blumhouse

บางบุคคลบอกว่าหนังประเด็นนี้ห่วยแตกมากๆคิดว่าไม่เท่าไรนะ
เพียงแค่ไม่หวือหวามากมายเพียงเท่านั้น ก็เลยลองเช่ามาดู อืมก็ดีนี่นา
คือเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปพักร้อนที่ประเทศเม็กซิโก
และมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งชวนไปเล่นเกท Truth or Dare ในโบสถ์แห่งหนึ่ง
แต่ว่าพอพวกเขากลับบ้านเกมนั้นมันไม่หยุด
มันยังก้าวเดินต่อไปแล้วก็ทุกคนจำเป็นต้องเลือกว่า Truth หรือ Dare ถ้าไม่เลือกหรือไม่เล่นจะต้องตาย
สำหรับเรื่องของการถ่ายทำ มุมกล้องสั่นมาก เหมือนกลับว่าไม่ได้ใช้ Stabilizer
เหมือนมุมกล้องหนังสั้นของนักศึกษาเลย แต่ยังดีทีมีหน้าฟิวเตอร์ที่ยิ้มหลอนๆดูแล้วขนหัวลุกอยู่เหมือนกัน
นักแสดงที่โดดเด่น คงจะเป็น Lucy Hale กับ Violett Beane
รู้สึกเล่นดีสุดละ คนอื่นไม่โดดเด่นเลย ส่วนบทหนังก็เก่ามากๆหนังไม่ซับซ้อนเลย
ดูไม่เครียด จุดไคลแม็กซ์ดูเว่อร์ดี แต่คนเขียนบทส่งเจตนาเกินว่าจะเอาคนไหนรอด
คนตายก็ตายไป แบบเหมือนเขียนกฎของเกมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆระหว่างเล่นอ่ะ
มองยัดเยียดไปหน่อยนึงอ่ะ หากปล่อยให้ลุ้นมั่งก็ดีดิ นี่แบบคนนี้ต้องตาย คนนั้นต้องรอดมันชัดเกินอ่ะ
สิ่งที่จะแนะนำคือ อย่าคิดมาก ดูๆไปมันก็ไม่เหนื่อยขนาดนั้นดูจนจบได้ สรุปคือ
หนังที่ดูได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อจนทำให้คิดว่าคือนั่งดูได้เพลินๆหากคนไหนต้องการดูหนังที่ไปเรื่อยๆ
ไม่คิดมากแบบเรื่องนี้หรือใครต้องการเห็นหน้าหลอนๆมุมกล้องสั่นๆก็ลองไปเช่าดูได้ที่ iTunes
ซื้อในราคา 499 บาท แล้วก็เช่าในราคา 129 บาท Google Play ซื้อในราคา 400 บาท
และก็เช่าในราคา 160 บาทแนะนำว่าเช่าดูดีกว่าเนอะ ซื้อก็ราคาแอบแพงอยู่เหมือนกัน
รอเรื่องทีสนุกกว่านี้ดีกว่าค่อยตัดสินใจซื้อ ดีกว่านะ…

รีวิว Halloween : 40 ปีไม่สายที่จะล้างแค้น

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มีการสร้างภาคต่อมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ Halloween ที่ในเวอร์ชั่นปี 2018 ได้ เดวิด กอร์ดอน กรีน (David Gordon Green) และยังคงได้นักแสดงรุ่นเก๋า เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ที่เป็นนักแสดงหลักตั้งแต่ภาคแรก Halloween (1978), Halloween II (1981), Halloween H20: 20 Years Later (1998) และ Halloween: Resurrection (2002) จนมาถึงภาคล่าสุดที่จะเข้าฉายให้คอหนังบ้านเราได้ชมกันในสิ้นเดือนนี้ต้อนรับวันฮาโลวีนพอดิบพอดี

Halloween ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอว์รี สโตรด เผชิญหน้ากับ ไมเคิล ไมเออร์ส มนุษย์หน้ากากที่ออกล่าเธอ นับตั้งแต่ที่เธอหนีตายอย่างหวุดหวิดมาได้ในค่ำคืนฮาโลวีนเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังสยองขวัญแบบไล่เชือดฆ่าไม่ยั้งและติดตาม Halloween มาตั้งแต่ภาคแรกไม่ครพลาดชมภาคนี้แน่นอน เพราะจากที่เห็นในตัวอย่างที่ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความสะพรึงได้เป็นอย่างดี

แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ติดตามแฟรนไชส์ Halloween ทุกภาค แต่ก็พอจะได้รับรู้และเห็นความโหดอำมหิตของเจ้าฆาตกรต่อเนื่องคนนี้มานานนม และได้เตรียมใจไปพบกับความตื่นเต้นมาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ลีลาการตามล่าเหยื่อและจับมีดเชือดของ ไมเคิล ไมเออร์ส ก็ยังคงสร้างความหวาดผวาแก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่หนังจัดเรต R เราจึงได้เห็นการแทงแบบจะๆ แต่ก็ยังดีที่บางฉากเช่นการหักคอ ฉีกปาก ยังมีแค่เสียงให้ได้ยิน ถ้าได้เห็นภาพคงได้เป็นลมกันคาเบาะพอดี

ต้องยอมรับว่าหนัง Halloween ในภาคนี้ได้สร้างความสนุก ตื่นเต้น ครบรสกันแบบเกินคาดทีเดียว โดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกับหนังสยองขวัญสมัยก่อน แถมยังมีการสับขาหลอกให้คนดูอย่างเราได้ลุ้นกันแทบใจหาย (แต่ใครที่เป็นคอหนังแนวนี้น่าจะเดาทางกันถูก) และจัดหนักจัดเต็มกันแบบไม่มีออมมือกันเลย อีกทั้งเรายังได้เห็นตัวละครเก่าๆ ที่เคยมีบทบาทในภาคก่อนๆ ออกมาให้เห็นพอได้หายคิดถึงกันหลายต่อหลายตัว ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ก็ยังคงไว้ลายการแสดงได้ดีเหมือนเคย

เรียกได้ว่าในภาคนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังความหญิงออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านตัวละครของ 3 สาวต่างวัย เริ่มตั้งแต่ ลอว์รี สโตรด รับบทโดย เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) คุณยายสุดโหดที่ถ่ายทอดวิชาป้องกันตัวให้กับ แคเรน รับบทโดย จูดี เกรียร์ (Judy Greer) ผู้เป็นลูกสาวมาตั้งแต่ยังเด็ก ต่อด้วยรุ่นหลาน แอลลิสัน รับบทโดย แอนดี เมตติแชก (Andi Matichak) ที่แม้จะไม่โหดแต่ก็มีความอึด ทึก ทน ไม่แพ้ยายและแม่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแล้วแต่มีความเข้ากันกับยุคสมัยปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเพศหญิงซึ่งไม่ใช่เพศที่อ่อนแอและถูกรังแกอีกต่อไป…

The Shawshank Redemption หนังดีที่ควรดู

หากจะพูดถึงหนังแนวแหกคุก
หลายคนคงจะนึกไปถึงฉากแอคชั่นบู๊ระห่ำสุดมันส์
ที่ต้องเอาตัวรอดหรืออะไรต่างๆ มากมาย แต่มีอยู่หนึ่งเรื่อง
ที่เป็นแนววางแหกคุกเช่นกัน นั่นก็คือ The Shawshank Redemption
ภาพยนตร์ยุค 90 ที่ยังเป็นที่พูดถึงกันอยู่
โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้กัน
ว่าทำไมหลายคนถึงชื่นชอบและยกให้เป็นหนึ่งภาพยนตร์ในดวงใจกันเ
ลยทีเดียว
สำหรับ The Shawshank Redemption เป็นเรื่องราวของ ดูเฟรน
นายธนาคารวัยหนุ่มถูกศาลสั่งให้จำคุกตลอดสองช่วงอายุขัย
ในฐานความผิดตั้งใจฆ่าถึงสองคน
ซึ่งนั้นก็คือภรรยาของเขาเองและเธอถูกฆ่าในขณะที่กำลังประกอบกิจก
รรมทางเพศกับชายผู้อื่นที่เป็นโปรกอลฟ์
เมื่อดูเฟรนเข้ามายังคุกที่ชื่อว่า Shawshank
เขาต้องพบกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทารุณ
สังคมที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามศรีวิลัย
สังคมที่ถูกกีดกันจากโลกภายนอก สังคมที่ไม่มีใครต้องการ
ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอันแสนลำเค็ญเป็นการชำระกับสิ่งเลวร้ายที่พวกเ
ขาได้ทำลงไป
แต่หากคุณถามคนที่คุก Shawshank
ว่าพวกเขาทำอะไรผิดมาถึงต้องมาติดคุก?
ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมบริสุทธ์ หรือไม่ก็ ทนายมันห่วย
จะจริงหรือไม่จริงก็คงไม่สำคัญหรอกเพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงส
ภาพที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่
มันก็เป็นแค่ประโยคที่พวกเขาใช้พูดเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นเอง
ซึ่ง ดูเฟรน นั้นเป็นคนเงียบๆและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
เขาใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเอ่ยปากคุยกับเพื่อนซักสองสามคำ
และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดำมีอายุ

ที่ดูจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แล้ว และเรดผู้นี้ก็กลายเป็นคนที่ ดูเฟรน
จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
โดย เรด คนที่มีอารมณ์เย็น มีหัวคิด เขาอยู่ที่นี้มานาน
เขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อย ที่จะลักลอบทำอะไรได้นิดหน่อย
นั้นคือนำของจากภายนอกเข้ามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย
หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ และสิ่งที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ ค้อนแกะสลัก
เนื่องจากดูเฟรนเป็นคนที่ชอบการแกะสลัก
เขาใช้เวลาว่างส่วนมากหมดไปกับค้อนอันเล็กที่ได้มาและหินที่เขาจะหา
ได้ ทั้งไกลและใกล้ตัว
ชีวิตของ ดูเฟรน ที่นี้ได้เจอกับผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นมิตร
และเป็นศัตรู คุณจะได้เห็นถึง
มิตรภาพระหว่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิต
คนที่ใช้ชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอความตาย ผ่านการเล่าอันสมจริง
และสะเทือนอารมณ์ผู้ชมโดนตรง
มันน่าทึ่งมากคุณต้องลองไปติดตามชมกันเอง

เกร็ดที่น่าสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าชิงออสการ์แต่ไม่ได้สักรางวัลเลย
เนื่องจากในปีนั้นต้องชนกับสุดยอดภาพยนตร์อย่าง Forrest Gump
นอกจากนี้คะแนนในเว็บ imdb ก็ครองที่หนึ่งตลอดกาลเลยทีเดียว…

2 ภาพยนตร์ที่แฟนๆมาเวลรอคอยการมามากที่สุด

มาเวล ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงนับตั้งแต่ที่ได้เปิดสตูดิโอเป็นของตัวเอง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้การจะกึงซุปเปอร์ฮีโร่มาทำเป็นหนังทางมาเวลต้องให้ทางค่ายอื่นซื้อไปส
ร้าง เพราะพวกเขายังไม่สามารถผลิตหนังเองได้
โดยมาเวลถือได้ว่าเป็นค่ายการ์ตูนที่ดังที่สุดของอเมริกา
และประสบความสำเร็จจากการสร้างซุปเปอร์ฮีโร่เป็นร้อยๆชีวิตขึ้นมาโลดแล่นอยู่ในหน้าหนังสือ
จนปัจจุบันที่มาเฉิดฉายอยู่ในจอเงินอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
และนับตั้งแต่ไอรอนแมนภาคแรกเข้าฉายนั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่ามาเวลพร้อมแล้วที่จะเดินห
น้าต่อด้วยขาของตัวเอง
เพราะนับจากนั้นพวกเขาตัดสินใจทำสตูดิโอขึ้นมาเองพร้อมซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครบางตัวกลับม่อีก
ครั้ง และในปีหน้านี้ก็จะมีภาพยนตร์จากมาเวลอีกสองเรื่องที่แฟนๆหลายคนรอติดตามอยู่
จะเป็นเรื่องใดไปติดตามกันเลย
อเวนเจอร์ อินฟินิตี้วอร์ 4
ประสบความสำเร็จชนิดที่ต้องบอกว่าถล่มทลายจริงๆ ซึ่งก็เป็นที่คาดการไว้ว่าอเวนเจอร์ อินฟินิตี้
วอร์ 3 จะเป็นหยนังฟอร์มยักษ์ทำเงินแห่งปี เพราะถือได้ว่าเป็นที่สุดของมาเวลแล้ว
โดยการออกฉายในภาคนี้ได้รับเสียงตอบรับดีสุดๆแถมยังทำรายได้มหาศาลทั่วโลกและทำให้ผู้
ชมตื่นตาตื่นใจไปกับการต่อสู้ระหว่างการรวมพลังของอเวนเจอร์ และพันธมิตรกับทานอส
วานร้ายตัวฉกาจที่ยากจะต่อกร
โดยหนังถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยมแถมแฟนหนังยังได้เห็นซุปเปอร์ฮีโร่ออกมาปรากฏกายเกือบค
รบหน้า และทำให้ภาค 4
ที่จะเข้าฉายในปีหน้าสาวกมาเวลต่างตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อนั่นเพราะในภาค 3
ทานอสสมหวังด้วยการล้างบางประชากรไปครึ่งจักรวาลรวมถึงอเวนเจอร์เองที่ถูกทำให้หายไปห
ลายคน
และที่น่าสนใจมากๆคือการที่แฟนหนังต่างตั้งทฤษฏีต่างๆนาๆเกี่ยวกับการหาวิธีสู้ธานอสในภาค
4 ที่เป็นไปได้หลายทาง
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีแบบไหนที่เข้าใกล้ความจริงสักเท่าไหร่นั่นทำให้ภาค 4
เป็นภาคที่คนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
กัปตันมาเวล
น่าจะเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่ได้ปรากฏตัวในอเวนเจอร์ 4 อย่างแน่นอนเพราะในฉากสุดท้าย นิค ฟิวรี่
ได้ส่งสัญญาณเรียกให้มาช่วยโลก แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น กัปตันมาเวล
ก็จะได้มาอวดโฉมในหนังเดี่ยวของตัวเองอย่างแน่นอน
โดยหนังจะเล่าเรื่องถึงที่มาความเป็นไปของกัปตันมาเวลว่าถือกำเนิดได้อย่างไร
และแข็งแกร่งแค่ไหนที่สำคัญได้รู้จักนิค ฟิวรี่ ได้อย่างไร
โดยทีเซอร์ที่ถูกปล่อยออกมาก็เรียกน้ำย่อยคอหนังมาเวลได้ไม่น้อยเลยทีเดียว…

หนังภาคต่อยอดฮิต

“Harry Potter and the Prisoner of Azkaban” (2004)
เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าในเวอร์ชั่นของหนังสือ ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุด
และเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ก็เช่นกัน Alfonso Cuarón
คือผู้กำกับที่ร้อยเรียงความเหนือจินตนาการของเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ

“Mad Max 2: The Road Warrior ” (1981)
ถึงแม้ภาคแรกจะได้รับคำชมเป็นอย่างมากว่าสะท้อนให้เห็นถึงโลกหลังการล่มสลาย ได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ภาคต่อ The Road Warrior นี้อัพเกรดตัวละครหลักให้โหดดิบเถื่อนมากขึ้นในโลกอันโหดร้าย
ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ชายเร่ร่อนกระจอกๆ อีกต่อไปแล้ว

“Bill Ted’s Bogus Journey” (1991)
สำหรับภาคต่อของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า Keanu Reeves แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทั้งโง่ ทั้งตลก
โดยเฉพาะฉากที่เล่นบาสโดยใช้หัว

“22 Jump Street” (2014)
ภาคต่อของ 21 Jump Street เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเพราะว่าภาคแรกทำออกมาได้ไม่ค่อยดี
เท่าไหร่ แต่ภาคนี้ฉีกความคาดหวังว่ามันจะห่วยซะกระจุย ต้องขอบคุณสองผู้กำกับอย่าง Phil Lord และ Chris Miller

“Army of Darkness” (1992)
ซีรีย์ของ Evil Dead นั้นทำออกมาดีอยู่แล้ว แต่ภาค Army of Darkness นั้นป่าเถื่อนสุดจินตนาการ
แถมยังสนุกสุดๆ อีกด้วยล่ะ โดยเฉพาะฉากสต็อปโมชั่นของกองทัพโครงกระดูกนี่คือตำนานเลยทีเดียว

“The Bride of Frankenstein” (1931)
Frankenstein ภาคแรกก็ออกมาดีและเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ภาคต่อก็คงไม่จำเป็นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ The
Bride of Frankenstein กลับทำออกมาได้ฉีกแนวมาก เป็นหนังสยองขวัญที่จะไม่ทำให้คุณกลัว
และไม่เคยมีหนังสยองขวัญใดๆ ที่ทำออกมาได้เหมือนกับเรื่องนี้…

“The Dark Knight” (2008)
ต้องบอกว่าภาคนี้เฉิดฉายเพราะ Joker ที่รับบทโดย Heath Ledger จริงๆ ทั้งน่ากลัว เฉียบคม ตลก
และคาดเดาไม่ได้ บทของเรื่องนี้ก็ถือว่าปกติ แต่เพราะนักแสดงนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้มันสุดยอด

“Batman Returns” (1992)
เราสามารถเห็นจินตนาการอย่างสุดขั้วของ Tim Burton ได้ในภาคนี้ มุมมองเกี่ยวกับเมือง Gotham ของเขา
แถม Michelle Pfeiffer ที่รับบทเป็น Catwoman ก็แสดงออกมาได้ดีสุดๆ อีกด้วย

“The Hunger Games: Catching Fire” (2013)
หลายๆ คนพูดว่า Catching Fire นั้นเยิ่นเย้อและกินเวลานานจนเกินไป
แต่ภายในภาคนี้กลับแสดงให้เห็นด้านมืดเกี่ยวกับสื่อและโลกอนาคตได้เป็นอย่าง ดี ดีกว่าหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไปซะอีก

“Toy Story 2” (1999)
ถึงภาคแรกจะมีทั้งความน่ารักและเป็นเรื่องแอนิเมชั่นสุดน่ารักขนาดไหน
แต่ภาคต่อของมันกลับตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับความดีงามและมิตรภาพมากกว่า

5 ภาพยนตร์แนวสืบสวนที่น่ารับชม

ภาพยนตร์แนวสืบสวนกับการไขปมปริศนาต่างๆ
นั้นเป็นอะไรที่หลายๆคนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะนอกจากความสนุกแล้ว เนื้อหาต่างๆ นั้นดูมีความน่าสนใจ
ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามและลุ้นไปในทุกๆฉากกับการไขปริศนา
โดยวันนี้เราจะมาแนะนำภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวน
ที่ท่านควรจะรับชมรับรองว่าจะได้ลุ้นไปกับเรื่องราวต่างๆ
และไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย
1.Citizen Kane
หนึ่งในหนังที่มีความสำคัญต่อโลกภาพยนตร์มากที่สุด
นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การพัฒนา
แรงบันดาลใจและอีกหลายๆอย่างที่มีผลต่อการทำหนัง
โดยฝีมือของหนุ่มวัย 26 ปีในตอนนั้น นามว่า Orson Welles
เรียกได้ว่าเขาเป็นคนแรกๆที่เล่าเรื่องด้วยเทคนิครูปแบบ nonlinear
อีกทั้งยังฉลาดในการนำแฟลชแบ็คเพื่ออธิบายเบื้องหลัง
แรงจูงใจของตัวละครที่สอดรับกับเรื่องราวของหนัง
ที่ว่าด้วยการสืบหาปริศนาของคำสั่งลา
ของชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐที่เสียชีวิตภายในคฤห
าสน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันลึกลับ
2.L.A. Confidential
สะท้อนอำนาจมืด ความชั่วร้ายที่ถูกซ่อนภายในกรมตำรวจแอลเอ
ผ่านการสืบเสาะของสามตำรวจหนุ่มที่มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างสิ้น
เชิง จุดแข็งของหนังคือการมีโครงเรื่องที่สลับซับซ้อนเดาทางยาก
บทสนทนาที่คมคาย
และการแสดงที่มีประสิทธิภาพของเหล่านักแสดงนำทั้งสาม
และอย่างที่รู้ๆกันว่านี่คือหนัง ซึ่งเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อของ Titanic
ในสาขาหนังยอดเยี่ยมของปีนั้น
3.The Silence of the Lambs
น้อยคนนักที่ชื่นชอบ คลั่งไคล้หนังแนวสืบสวน สอบสวน
แล้วจะไม่รู้จักฆาตกรนามว่า Hannibal Lecter ที่เต็มไปด้วยจิตมุ่งร้าย

ความโหดเหี้ยมอำมหิต และที่สำคัญเขาฉลาดเป็นกรด
โดยหนังเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จอย่างแท้จริงของอาชญากรรา
ยนี้ เพราะมันการันตีด้วยการคว้า 5 รางวัลจากเวทีออสการ์
และหนึ่งในนั้นคือสาขาหนังยอดเยี่ยม
หนังเรื่องนี้ว่าด้วยสาวเอฟบีไอจบใหม่
ที่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากฮันนิบาลในการไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
บัพฟาโล บิลล์
4.Winter's Bone
ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นด้วยงานภาพอันหม่นมัว
บรรยากาศที่ดูยะเยือก เต็มไปด้วยความตึงเครียด
สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
และที่สำคัญนี่หนังอินดี้ทุนต่ำที่สร้างชื่อให้กับ Jennifer Lawrence
โดยการพาเธอไปมีชื่อเข้าชิงนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของปีนั้น
ว่าด้วยสาววัยสิบเจ็ดที่ต้องสืบหาการหายไปของพ่อ
ที่คาดกันว่าได้ทำการหนีหมายศาล
และหากเธอตามหาพ่อไม่พบภายในเจ็ดวัน
บ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของครอบครัวจะถูกยึด
5.Inception
ภาพยนตร์จากผู้กำกับดังอย่าง Christopher Nolan
เขาสามารถนำแนวคิดดั้งเดิมมาปรุงแต่งเป็นรูปโฉมใหม่ในสไตล์ของตัว
เองได้
ไอเดียฝันซ้อนฝันถูกอธิบายความซับซ้อนให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมาก
ขึ้น ด้วยการตั้งกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ชัดเจน
ของทีมโจรกรรมความฝันที่ต้องสืบเสาะค้นหาแรงจูงใจที่น่าเชื่อถือ
และฝังความคิดให้ทายาทนักธุกิจพลังงานล้มเลิกความคิดในการสานต่อ
กิจการจากผู้เป็นพ่อ…

2 อนิเมะสุดฮาที่แฟนพันธ์แท้ต้องไม่ควรพลาด

วงการอนิเมะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องหลังกระแสความนิยมในกลุ่มผู้ชื่นชอบอนิเมะยังมีอย่างแพร่หลาย
แม้ในช่วงหลังวงการอนิเมะจะถูกรบกวนจากเว็บไซต์เถื่อนที่ลักลอบปล่อยการ์ตูนออกมาอย่างผิดกฏหมายจนทำ
ให้ส่งผลกระทบถึงบริษัทในญี่ปุ่นที่เป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่ายอนิเมะไปตามๆกัน
แต่ถึงกระนั้นต้องยอมรับว่าการเติบโตของวงการอนิเมะยังคงเดินหน้าต่อไป
และผู้คนที่ชื่นชอบก็หันมาสนใจการเสพอนิเมะแบบถูกกฏหมายมากขึ้นเพื่อให้บริษัทผู้ผลิตงานยังคงสร้างงาน
ให้ผู้ชมได้ชมกันต่อไปได้ ซึ่งอนิเมะที่ถูกปล่อยออกมาบางส่วนบ้างไม่ประสบความสำเร็จ
แต่บางเรื่องก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามเช่น 2 เรื่องนี้กัน วันพันช์แมน และ กินทามะ ที่กลายเป็น 2อนิเมะสุดฮาแห่งยุคที่ครองใจแฟนๆอย่างเหนียวแนน

กินทามะ
มาถึงวันนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จักการ์ตูนเรื่องกินทามะ เพราะถือได้ว่าเป็นการ์ตูนดังจากค่ายโชเนนจั๊มป์
ค่ายการ์ตูนที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นที่ผลิตผลงานให้แฟนๆได้อ่านกันมาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นวันพีซหรือนารูโตะ กินทามะเองก็เช่นเดียวกัน
โดยว่าด้วยเรื่องของยุคสมัยเอโดะที่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายมนุษย์ต่างดาวบุกโลกจนมีสงครามใหญ่เกิดขึ้น
ก่อนสุดท้ายจะจบลงด้วยการที่หลายเผ่าพันธ์จากต่างดาวตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์เป็นปกติและเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อีกครั้ง
โดยตัวเองคือซามูไรฝีมือฉกาจของคณะปฏิวัติที่ปัจจุบันประกอบอาชีพรับจ้างสารพัด
และมีลูกน้องสองคนคือชินปาจิเด็กหนุ่งมซามูไรฝึกหัดที่ต้องหางานพิเศษทำเพื่อเลี้ยงทางบ้าน
และคางุระหญิงสาวต่างดาวที่เป็นเผ่านักรบทำให้มีร่างกายแข็งแกร่ง แต่ชื่นชอบการกินสุดๆ
การรวมตัวกันของคนทั้งสามจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความฮาที่จะมาสร้างความปั่นป่วนให้กับการ์ตูนเรื่องนี้
ซึ่งหลังเป็นที่นิยมจึงถูกนำมาทำเป็นอนิเมะทำให้เมื่อมีเสียงพากษ์เข้ามาความฮาก็มากกว่าเดิมจนเป็นที่นิยมอย่างมากนั่นเอง

วันพันช์แมน
เป็นการ์ตูนแนวซุปเปอร์ฮีโร แต่เชื่อได้เลยว่าคุณจะไม่เคยดูการ์ตูนแนวซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องไหนที่จะแปลก
และแหวกแนวเท่าเรื่องนี้มาก่อนนั่นเพราะพระเอกเก่งเกินจนทำให้สังหารคู่ต่อสู้ได้ภายในหมัดเดียว
ซึ่งภายในเรื่องมีตัวละครมากมายที่จะนำไปสู่เหตการณ์เรียกเสียงฮาแบบสุดๆ
และยังคงเป็นอนิเมะที่หลายๆคนชื่นชอบ ถ้าหากสงสัยว่าจะฮา และป่วนแค่ไหนก็ต้องรีบไปหามาดูซะแล้ว

รวมภาพยนตร์แอคชั่นยอดเยี่ยมจาก “จา พนม”

ถ้าหากพูดถึงนักแสดงบู๊แอคชั่นมากความสามารถในประเทศไทย
คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “จา พนม”
สุดยอดนักแสดงไทยที่ก้าวไปโกอินเตอร์ ถึงเวที ฮอลลิวู้ด
ซึ่งถ้าหากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่ทำให้เขาแจ้งเกิดก็คงเป็นเรื่อง องค์บาก
ที่ได้รับคำชมอย่างมาก ด้วยการที่แสดงจริง, ไม่ใช้สตันท์แมน
และไม่ใช่เทคนิคพิเศษในการเข้าคิวต่อสู้

แน่นอนว่าในไทยนั้นเขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากผลงานภาพยนตร์
ต่างไม่ว่าจะเป็น ต้มยำกุ้ง, องค์บาก 1-3
แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ 3 ภาพยนตร์จาก จา พนม
ที่โกอินเตอร์ไปแสดงให้กับค่ายหนังต่างประเทศมาฝาก
จะมีเรื่องไหนบ้างไปดูกัน
1.xXx: Return of Xander Cage
เรียกกันสั้นๆ ว่า ทริปเปิ้ลเอ็กซ์
สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้แฟนๆชาวไทย นั้นคุ้นหูกันดีอยู่แล้ว โดยเรื่องนี้
จา พนม นั้นได้ร่วมแสดงกับดาราระดับโลกอย่าง วีน ดีเซล, ดอนนี่ เยน,
ดีพิกา พาดูโคน และคนอื่นๆ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ วิน ดีเซล ที่รับบทเป็น
แซนเดอร์ เคจ
ถูกทางรัฐบาลประกาศให้เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
เขาได้หลบหนีสังคม มาใช้ชีวิตแบบสงบสุข
แต่จนแล้วจนรอดก็ถูกตามตัวให้กลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง
ด้วยการหยุดภารกิจอันช่วงร้ายของศัตรู
2. Skin Trade
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการรร่วมทุนสร้างระหว่างไทยและแคนาดา
แต่ก็ถือว่าได้ประกบกับนักแสดงแอ็คชั่นรุ่นใหญ่อย่าง ดอล์ฟ ลันด์เกรน,
ไมเคิล ไจ และรอน เพิร์ลแมน

รวมถึงเป็นผลงานของผู้กำกับคนไทยที่ได้ไปโกอินเตอร์กับกับหนังฮอล
ลีวู้ดมาแล้วอย่าง เอกชัย เอื้อครองธรรม
โดยเรื่องราวของภาพยนตร์จะเล่าถึง นิค แคสซิดี้ (ดอล์ฟ
ลันด์เกรน)
นายตำรวจฝีมือดีจากสหรัฐอเมริกาที่ต้องการล้างบางเจ้าพ่อผู้ทริงอิทธิพ
ลในวงการค้ามนุษย์อย่าง วิคเตอร์ ดราโกวิช (รอน เพิร์ลแมน)
แต่เมื่อแผนการจับกุมทำให้นิคพลั้งมือฆ่าลูกชายสุดที่รักของวิคเตอร์
เขาจึงตัดสินใจฆ่าล้างครอบครัวแคสซิดี้
ซึ่งทำให้เจ็บแสบอย่างสาสม
นิครอดมาได้และตามรอยเพื่อแก้แค้นวิคเตอร์จนพบเบาะแสนำไปสู่ประเ
ทศไทย ที่ซึ่งเขาจะได้พบกับ โทนี่ วิทยกุล (จา-พนม ยีรัมย์)
ตำรวจไทยที่หมายจะยุติการค้ามนุษย์ให้ได้เช่นกัน
การประชันฝีมือระหว่างนายตำรวจมือดีจากสองซีกโลกที่ว่ากันด้วยหมัด
ต่อหมัด
3. Fast and Furious 7
พลาดไม่ได้เลยสำหรับเรื่องนี้
ถือเป็นการแจ้งเกิดในเวทีระดับโลกของ จา พนม
เป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องมาจากภาค 6 "เดคคาร์ด ชอว์"(สเตแธม)
หัวหน้าหน่วยรบใต้ดิน อดีตหน่วยพิเศษของอังกฤษ
ก็ลั่นวาจาว่าจะล้างแค้นให้น้องชาย ที่อาการปางตายในโรงพยาบาล
ซึ่งรายแรกที่สังเวยไฟแค้นของเขาก็คือ “ฮาน” (ซุง คัง)
หนึ่งในแก๊งค์ซิ่งระห่ำ เพื่อนรักของ "โดมินิค ทอร์เรตโต้" หรือ ดอม(วิน
ดีเซล) และดอม ก็โดนถล่มบ้านอันแสนสงบของเขาใน LA
ด้วยระเบิดของเดคคาร์ด ทำให้ดอมแค้นมาก
และต้องการเอาคืนในสิ่งที่เดคคาร์ดได้บังอาจมาฆ่าเพื่อนรัก
และทำลายครอบครัวอันแสนสุขของเขา โดย จา พนม
นั้นรับบทเป็นตัวร้ายมีฉากบู๊สุดสนุกและน่าประทับใจ…