รีวิวหนัง

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1966 : Afraid of Virginia Woolf?

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1966
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้นAfraid of
Virginia Woolf? หรือ มารหัวใจ
ภาพยนตร์เสียดสีสุดร้อนแรงในยุคนั้น ที่ได้ ไมค์ นิโคลส์
รับหน้าที่กำกับ ภายใต้การดูแลของค่ายหนังยักษ์ใหญ่ Warner
Bros
Afraid of Virginia Woolf? หรือ มารหัวใจ
สร้างมาจากบทละครของ Edward Albee
เป็นบทที่ถือได้ว่าเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างน่าตกใจอยู่ในสมัยนั้น
เนื่องจากว่ามีคำพูดเสียดสี สาปแช่ง และด่ากันเยอะพอสมควร
โดยเรื่องราวใน Afraid of Virginia Woolf? หรือ
มารหัวใจ เริ่มจาก มาร์ธา และ จอร์จ สามีของเธอ
กลับมาจากงานเลี้ยงที่บ้านพ่อตอนค่ำในสภาพเมามาย
และดื่มกันต่อจนทั้งคู่เริ่มถกเถียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ กัน
แต่ด้วยความโกรธและหงุดหงิดของ มาร์ธา
พร้อมกับความขาดสติจากการดื่มเหล้า ทำให้ มาร์ธา เริ่มด่าใส่
จอร์จ ด้วยคำว่า “Screw you!” เป็นช่วงเวลาพอเหมาะกับแขกที่
มาร์ธา ชวนไว้ คือ นิค กับ ฮันนี่ ภรรยาของเขา เข้ามาพอดีสุดท้าย มาร์ธา และ จอร์จเริ่มทะเลาะกันรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
และมันยิ่งหนักมากขึ้นไปอีกด้วยเกมของ จอร์จ ที่ตั้งขึ้นมาซึ่งไม่เพียงทำลายชีวิตครอบครัวของพวกเขาทั้งคู่
แต่ยังรวมไปถึงครอบครัวของ นิค และ ฮันนี่แขกที่พวกเขาเชิญมาด้วย
เกริ่นเรื่องราวมาแค่นี้ หลายท่านอาจคิดว่า Afraid ofVirginia Woolf? หรือ มารหัวใจ เป็นภาพยนตร์น่าเบื่อ
แต่ในความเป็นจริงนี่คือภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ต้องขออนุญาตเรตอายุในการเข้าชม
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Afraid of VirginiaWoolf? หรือ มารหัวใจ
จะส่งนักแสดงที่มีชื่ออยู่ในเครดิตเข้าชิงรางวัลออสการ์หมดทุกคนขณะที่ตัวภาพยนตร์เข้าชิงออสการ์ไป 13 รางวัล
ก่อนคว้ามาครอบครอง 5 รางวัล
ซึ่งนอกจากคำพูดเสียดสีที่มีให้ได้รับฟังตลอดเรื่องแล้ว
Afraid of Virginia Woolf? หรือ มารหัวใจ
ยังเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนมุมมองการใช้ชีวิตหลากหลายแบบ
ไล่ตั้งแต่คนเราต้องยอมรับกับความจริง และเผชิญหน้ากับปัจจุบัน
หรือเรื่องของชีวิตคู่ต้องอาศัยความเข้าใจกันไม่มีชีวิตคู่ไหนไม่มีปัญหา
เพียงแต่คุณต้องรู้จักแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีรุนแรงและไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน
เหมือนอย่างที่เขาบอกว่าถ้าจะให้ใครรักจริงๆก็ต้องรักคนอื่นด้วยความจริงใจก่อน
ไปจนถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือจิตใจของมนุษย์ที่คอยจ้องจะทำร้ายกัน เสียดแทงด้วยคำพูดกัน ขนาดคนมีสติอยู่กับตัวยังทะเลาะกันได้
แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ขาดสติโลกจะสงบขึ้นมากกว่าทุกวันนี้แน่นอนถ้าคนเรามีสตินึกคิดกับสิ่งที่ทำไป และคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1968 : 2001 A Space Odyssey

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1968
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น A Space Odysseyหรือ 2001 จอมจักรวาล
ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ในชุด จอมจักรวาล ของอาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก ภายใต้ฝีมือการกำกับของ สแตนลี่ย์ คูบริค
ภาพยนตร์ A Space Odyssey หรือ 2001 จอมจักรวาล
กล่าวถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ ซึ่งตอนนั้นมนุษย์เป็นลิงป่ากันอยู่แล้วจู่ๆ ก็มีแท่งสีดำปักลงมาที่อยู่ของเหล่าฝูงลิง
และหนังก็เล่าต่อว่ามีลิงบางตัวที่มีพัฒนาการสามารถหยิบจับกระดูกแล้วทุบลิงที่เป็นศัตรูกันจนตายได้
จากนั้นหนังก็ตัดกลับมาที่โลกปัจจุบันปี 2001มนุษย์ได้ค้นพบแท่งเหล็กเหมือนกันกับที่พวกลิงบรรพบุรุษเราเจอ
ตอนแรกมนุษย์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่บอกว่านั่นเป็นหลักฐานว่ามีสิ่งชีวิตอื่นนอกโลก ซึ่งแท่งนี้ปักอยู่บนดวงจันทร์
และเมื่อทีมสำรวจไปถึงแท่งเหล็กมันได้ปล่อยสัญญาณไปยังดาวพฤหัสบดี
มนุษย์ไม่รอช้าจัดการส่งทีมสำรวจไปดาวพฤหัสบดีเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก แต่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน
เมื่อคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมยานอวกาศเกิดมีพัฒนาการคิดเองได้และหักหลังลูกเรือ จนลูกเรือตายเกือบยกหมด
เหลือรอดชีวิตเพียงคนเดียวคือ เดฟเมื่อ เดฟ สามารถเอาชีวิตรอด
และตัดสัญญาณการเชื่อมต่อของคอมพิวเตอร์กับยานอวกาศได้เขาก็ได้เดินทางไปถึงดาวพฤหัสบดีเพียงคนเดียว
และก็พบกับแท่งเหล็กเช่นเดิมลอยอยู่ในอวกาศปริศนาทั้งหมดจะเฉลยออกมาในรูปแบบไหน
ให้ไปหามารับชมเองดีกว่าแต่ที่แน่ๆ คือบทภาพยนตร์เรื่อง A Space Odyssey หรือ2001 จอมจักรวาล ไม่ได้เหมือนกับนิยายไปทั้งหมด
อาทิเช่นจากดาวเสาร์ในฉบับนิยายเป็นดาวพฤหัสบดีในภาพยนตร์
เพราะไม่สามารถสร้างฉากดาวเสาร์ได้ ฮา ฮากระนั้นการสื่อถึงความอยากรู้อยากแส่ของมนุษย์
รวมถึงสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ที่เลิศล้ำเหลือเกินในยุคนั้นก็กระชากเรตติ้งท่วมท้นจากผู้ชมทั่วโลก
โดยกวาดรายได้ไปท้วมท้นกว่า 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากทุนสร้างแค่ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ภายใต้ระยะเวลา 141 นาทีหากใครสามารถจับใจความที่ภาพยนตร์ A Space Odyssey
หรือ 2001 จอมจักรวาล ต้องการสื่อสารได้ ผมถือเป็นยอดเซียนเพราะมันช่างลึกลับซับซ้อนและแฝงไปด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตมากมาย
โดยเฉพาะแท่งหินปริศนาสีดำสนิท แท้จริงคืออะไร?
นั่นคือช่องว่างที่เหลือไว้ให้ผู้ชมเติมเต็มได้เอง
ปล่อยให้ทุกคนได้บริหารจินตนาการตามอัธยาสัยเพราะมันสามารถเป็นอะไรก็ได้ในความคิดคำนึงของแต่ละคน
ทว่าต้องทราบความสำคัญของมันเสียก่อนเช่นเดียวกับฉากการสู้รบกับคอมพิวเตอร์เอไออัจฉริยะที่ภาพยนตร์ A Space Odyssey หรือ 2001 จอมจักรวาล
มองขาดว่าในอนาคตข้างหน้าความอยากรู้อยากลองของมนุษย์จะนำภัยมาให้และนั่นอาจไม่ใช่อะไรอื่นไกลนอกจากเทคโนโลยีที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง…

4 ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงคราม

4 ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามที่คุณไม่ควรพลาด

การรับชมภาพยนตร์แน่นอนว่ารสนิยมของหลายๆคนนั้นก็ย่อมที่จะแตก
ต่างกันออกไป แต่ดูแล้วคงมีคนจำนวนไม่น้อยเลย
ที่ชื่นชอบเกี่ยวกับหนังประเภทสงคราม
ที่ไม่เพียงแค่ไล่ฆ่าหรือยิงกันเท่านั้น
แต่ยังเต็มไปด้วยเนื้อหาที่อิงไปทางด้านของประวัติศาสตร์ช่วยให้ได้รับ
ความรู้อีกด้วย
วันนี้เราหยิบภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับสงครามที่ไม่ควรพลาดมาแนะนำ
ซึ่งจะมีเรื่องไหนบ้างไปดูกันได้เลย
1.Saving Private Ryan
Saving Private Ryan หรือชื่อไทย ฝ่าสมรภูมินรก
เป็นหนังที่ถูกฉายครั้งแรกในปี 1998 นำแสดงโดย ทอม แฮงค์
โดยเหตุการณ์ในเรื่องนั้นอิงประวัติศาสตร์ที่กองทัพอเมริกายกพลขึ้นบก
ยุทธการนอร์มังดีในวันดีเดย์ (6 มิถุนายน 1944) ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับ
ผู้กอง จอห์น มิลเลอร์
ที่ได้รับภารกิจให้เข้าช่วยเหลือลูกชายของครอบครัวตระกูลไรอัน
ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นเข้มเข้มสุดๆ จนทำให้คว้ารางวัลออสการ์
มาครองได้หลายรางวัลด้วยกัน
ถือว่าเป็นหนังดีที่ไม่ควรพลาดอีกหนึ่งเรื่อง
2.Hacksaw Ridges
วีรบุรุษสมรภูมิปาฏิหาริย์ ถือว่าเป็นหนังใหม่สำหรับหนังสงคราม
โดยเข้าฉายเมื่อปี 2016 เป็นเรื่องราวของทหารอเมริกันรายหนึ่งนาม
เดสมอนด์ ที. ดอสส์
ที่ไปรับใช้ชาติโดยที่เขาเลือกที่จะไม่ใช้อาวุธหรือทำร้ายผู้ใด
และตั้งใจจะเป้นแพทย์สนามที่ดีให้ได้ เขาต้องขัดแย้งกับเหล่าครูฝึก
ผู้บังคับบัญชา เพราะความรั้น และดื้อที่ไม่ยอมจับปืนในค่ายฝึก
โดยเขาถูกส่งตัวไปยังเกาะโอกินาว่าเพื่อทำสงครามกับทหารญี่ปุ่น โดย
เดสมอนด์ ที. ดอสส์ นั้นมีตัวตนจริงๆ

เขาได้รับเหรียญกล้าหาญจากการรับใช้ชาติ
และได้เสียชีวิตด้วยโลกชราไปเมื่อปี 2008
3. Schindler's List
Schindler's List ชื่อไทย ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม
หนังสงคราวแนวอิงประวัติศาสตร์จากผู้กับกำมือทองอย่าง สตีเว่น
สปีลเบิร์ก เมื่อปี 1993 เป็นเรื่องราวของ ออสการ์ ชินด์เลอร์
ชายชาวออสเตรียที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของพรรคนาซี
เขาโดยเรื่องราวอันน่าประทับใจ
คือเขาได้ช่วยเหลือชาวยิวที่ตกเป็นเหยี่อของสงคราวเอาไว้ถึง 1000
คน โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขาเลยทีเดียว
4. The Pianist
The Pianist หรือ สงคราม ความหวัง บัลลังก์ เกียรติยศ
เป็นสุดยอดหนังสงครามสุดดราม่าขั้นเทพ
ที่เรียกน้ำตาจากใครหลายคน เป็นผลงานกำกับของ โรมัน โปลันสกี้
ผู้กำกับชาวโปแลนด์
ที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ส
อง ที่เยอรมันบุกรุกรานโปแลนด์
โดยทำการฆ่าล้างเผาพันธ์ยิวในโปแลนด์
ซึ่ง วลาดิสวาฟ ชปิลมันน์ นักเปียโนชื่อดังก็เป็นหนึ่งในนั้น
เขาต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
และได้รับการช่วยเหลือจากทหารชั้นผู้ใหญ่ของเยอรมันอย่าง
ร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด
โดยนั้นภาพยนตร์นั้นได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆมากมาย
ให้ความรู้สึกหดหู่
ถ้าคุณชอบศึกประวัติศาสตร์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งที่จะชมภาพยนตร์เรื่อ
งนี้…

5 ภาพยนตร์ปิ๋วรางวัลลูกโลกทองคำ

5 ภาพยนตร์ปิ๋วรางวัลลูกโลกทองคำ 2018-07-08

1.Wonder Woman
นับเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สตรีเพศเรื่องแรกที่สร้างจากฝีมือผู้กำกับหญิงโดย
แท้จริง อย่าง แพตตี้ เจนกินส์ ที่เคยสร้างความประทับใจ
จนกลายเป็นเรื่องแจ้งเกิดมาแล้วกับ Monsterในปี 2003
โดยหลังจากที่กำกับซีรี่ส์บางตอนของ Entourage และเกือบได้วาดลวดลายกับ Thor:
The Dark World ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับให้ Wonder Woman และเซ็นสัญญากับ Wonder Woman
II

โดยค่าจ้างในการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงภาคต่อเรื่องนี้มากกว่าเดิมจ
นจัดได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงที่ได้ค่าตัวสูงสุด
แถมยังได้นักแสดงสาวมากความสามารถ ดีกรีนางงามอิสราเอล แกล กาโดต์
มารับบทเป็น Wonder Woman แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมีชื่อเข้าชิงรางวัลใด ๆ
จากงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 75

Get Out
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ต้องผิดหวังอย่างน่าเสียดาย โดย
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องนี้ เป็นฝีมือของ จอแดน พีล
แม้ว่าหมู่นักวิจารณ์และคนดูจะให้เสียงชื่นชม Get Out เป็นพิเศษ
ด้วยเรื่องราวว่าด้วยหนุ่มผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวผิวขาว
ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึง
เป็นข้อพิสูจน์ว่าภาพยนตร์สยองขวัญไม่จำเป็นต้องซ้ำซาก
แต่ยังสามารถหาพลิกแพลงไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ได้เสมอ

The Post
สูตรสำเร็จที่ไม่คิดว่าจะมีผู้เอาชนะได้
กับภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง
เนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับเอกสารลับของเพนตากอนที่ถูกปกปิดของ
ร้อยเรียงผ่านฝีมือของสุดยอดผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก

โคจรมาพบกับสองนักแสดงนำรางวัลออสการ์อย่างเมอริล สตรีพ และทอม
แฮงค์ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์คุณภาพที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด
สุดท้ายแม้ว่า The Post ได้รับเลือกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 รางวัล
ใครจะคิดว่าพวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า
Dunkirk
ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเขียนบทด้วยตนเอง
เขาบอกว่าเนี่คือภาพยนตร์ที่ได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากที่สุดในชีวิต
และเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่หลายคน
มาถ่ายทอดเรื่องราวของทหารกล้าในสมรภูมิรบ รุ่นใหญ่ที่ดังที่สุดก็มีเพียงทอม
ฮาร์ดี้, เค็นเน็ธ บรานาจ กับเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายอย่าง มาร์ก
ไรแลนส์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้วิธีเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด
ยากต่อการคาดเดาและลุ้นไปทุกวินาที แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลไปครอง
แต่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานภาพยนตร์สงครามอันดับต้น ๆ
ไปอีกนาน
Call me by your name
ภาพยนตร์ชายรักชายสุดโรแมนติกที่คว้ารางวัลมากมาย
จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งลอสแอนเจลิส
ซึ่งถือเป็นสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ
กวาดมาทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม,
และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
แต่กลับไม่ถูกใจเหล่ากรรมการงานลูกโลกทองคำมากนัก
จึงทำได้เพียงมีชื่อเข้าชิง 3 รางวัล และไม่สามารถคว้ามาเชยชมได้
อย่างไรก็ตามด้วยการเดินเรื่องที่เป็นธรรมชาติ
มุมกล้องที่ให้ความรู้สึกราวกับภาพยนตร์ย้อนยุค และช่วงท้ายที่หักมุมเล็ก ๆ
คงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงไปในใจของหลายๆ คนไปอีกนาน…

อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1960 : Swiss Family Robinson

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1960
อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น คือ Swiss Family Robinson
หรือชื่อภาษาไทย ครอบครัวแห่งมหาสมุทร
ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายแนวผจญภัยของ โจฮันน์ เดวิด วีสส์
ภายใต้ฝีมือการกำกับของ เคน แอนนาคิน
เป็นเรื่องราวของครอบครัวชาวสวิตเซอร์แลนด์
ที่ออกเดินทางตามหาดินแดนใหม่ แต่ระหว่างรอนแรมกลางทะเล
กลับประสบพบเจอพายุจนเรืออับปาง
จึงต้องใช้ชีวิตบนเกาะร้างไร้ผู้คนนานหลายปี
นั่นทำให้ภารกิจในการตามหาดินแดนใหม่
แปรเปลี่ยนให้พวกเขาพ่อแม่ลูกทั้ง 6 ชีวิต
ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างอดทนพากเพียร
เพื่อดำรงชีวิตรอดจากวิบากกรรมครั้งนี้ให้ได้
โดยมีชีวิตและครอบครัวเป็นเดิมพัน
โดย โยฮันน์ เดวิด วีสส์
เขียนเรื่องนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมคลาสสิก
“Robinson Crusoe” ของ แดเนียล เดโฟ
เพื่อสอนบทเรียนการใช้ชีวิตแก่ลูกชายทั้งสี่ของเขา
ตลอดจนการรู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ และการพึ่งพาตนเอง
ซึ่ง Walt Disney
ค่ายหนังยักษ์ใหญ่ไม่รอช้าที่จะนำเรื่องราวของ Swiss Family
Robinson
มาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยเทคนิคเทคนิคคัลเลอร์ไวด์สกรีน
ที่ใช้ทุนสร้างแค่ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ทำเงินทั่วโลกกว่า 100
ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เหตุที่ Swiss Family Robinson
ฮิตติดลมบนเป็นหนังประจำครอบครัวของใครหลายคน
ย่อมหนีไม่พ้นช่วงเวลาในการออกฉายที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของ
ผู้คนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ซึ่งต้องดิ้นรนอย่างหนักในการสร้างตัวและรักษาครอบครัว

สุดท้ายพวกเขาก็ได้พบสิ่งที่ต้องการ
นั่นคือครอบครัวที่เป็นสุข หาใช่ดินแดนใหม่ที่เป็นสุข
ถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัยมากมาย
พร้อมช่วยปลุกกำลังใจให้มีแรงฮึดสู้ต่อ
แม้ท้ายที่สุดจะไม่มีใครทราบว่าชีวิตจะไปจบที่จุดไหน
โดยเรื่องนี้ได้ จอห์น มิลส์ สวมบทบาท วิลเลียม
ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวโรบินสัน ส่วน โดโรธี แม็คไกวร์ รับบท
เอลิซาเบ็ธ ซึ่งทั้งคู่มีลูกน้อยด้วยกัน 4 คน นามว่า ฟริตซ์ (เจมส์
แม็คอาร์เธอร์), โรแบร์ต้า (จาเร็ต มันโร), แอร์นส์ (ทอมมี่ เคิร์ค)
และ ฟรานซิส (เควิน คอร์โคราน)
ใครที่ต้องการแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนครอบครัวไปข้างหน้
าให้มีความสุขโดยไม่กระทบกับเป้าหมายของชีวิต ภาพยนตร์
Swiss Family Robinson หรือชื่อภาษาไทย
ครอบครัวแห่งมหาสมุทร
คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามในช่วงวันหยุดพักผ่อน
อีกทั้งเนื้อหาที่สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะ
ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่จะทำให้ลูกหลานของท่านได้เรียนรู้กา
รใช้ชีวิตผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้
หาใช่ละครไทยน้ำเน่าที่นิยมการแย่งผัวเมียและเต็มไปด้วยฉากตบ
ตี…