รีวิวหนัง

หนวดล้างจักรวาล! เฮนรี่ คาร์วิลล์ ปลิวบท ซูเปอร์แมน แล้ว

ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการภาพยนตร์ หลังจากได้มีการประกาศออกมาว่า “เฮนรี่
คาร์วิลล์” ผู้รับบทซูเปอร์แมนใน Man of Steel และ Justice Leagueได้ยุติบทบาทดังกล่าวแล้ว
โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฮนรี่เพิ่งจะเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในซีรีส์เรื่องใหม่ The
Witcher ของ Netflix แม้จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการรับคิวงานการแสดง
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในการรับบทซูเปอร์แมนของเฮนรี่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
จนกระทั่งล่าสุด การเจรจาระหว่างเฮนรี่และสตูดิโออย่างวอร์เนอร์
ได้ยื่นข้อเสนอให้เฮนรี่มาถ่ายฉาก ซูเปอร์แมน
ปรากฏตัวแบบรับเชิญในหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Shazam! แต่การเจรจาก็ไม่ลงตัว
จากแหล่งข่าวเผยว่าทางวอร์เนอร์ต้องการผลักดันโปรเจ็คหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงอย่าง Supergirl มากกว่า
และทางดีซีก็ตั้งเป้าว่าจะผลักดันตัวละครนี้ให้แทนที่ตัวละครซูเปอร์แมน
ซึ่งเรื่องราวของซูเปอร์เกิร์ลนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ใน Man of Steel
นั่นหมายความว่าอนาคตของตัวละครอย่างซูเปอร์แมนในหนัก แทบจะหายไปแล้ว
นอกจากนี้ วอร์เนอร์ ยังระงับโครงการภาคต่อของ Man of Steel ไป
เท่ากับว่าจะยังไม่มีบทให้เฮนรี่ คาวิลล์มาแสดงหนังอยู่ดี
การตัดสินใจถอนตัวจึงอาจจะเป็นเหตุผลที่ดูสมน้ำสมเนื้อที่สุด
รวมไปถึงข่าวลือก่อนหน้านี้ว่า เบน แอฟเฟล็ค
ก็จะไม่ได้รับบทแบทแมนในหนังภาคแยกอย่าง The Batman โดยการกำกับของ แมตต์ รีฟส์ อีกด้วย
นั่นหมายความว่านักแสดงที่ยังคงเหลืออยู่ในจักรวาล DC จะมีแค่เพียง กัล กาด็อต
(วันเดอร์วูแมน), เจสัน โมมัวร์ (อควาแมน) เรย์ ฟิชเชอร์(ไซบอร์ก) และ เอซรา มิลเลอร์
(เดอะแฟลช) เท่านั้น
ทางด้านของสตูดิโออย่างวอร์เนอร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากข่าวดังกล่าวแพร่ออกมา
จึงออกแถลงการณ์สั้นๆ ว่า
“ขณะนี้เรายังไม่ได้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับหนังภาคใหม่ของซูเปอร์แมนในอนาคต
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ให้เกียรติกับความสัมพันธ์อันดีที่มีกับนักแสดงอย่าง เฮนรี่
คาวิลล์มาโดยตลอด และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน”
เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่จักรวาลหนังซูเปอร์ฮีโร่ค่ายดีซี
เราจะเห็นได้ถึงความพยายามมากมายที่ค่ายวอร์เนอร์และดีซี
ในการสร้างจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ตามรอยค่ายมาร์เวล อย่างไรก็ตาม
การสร้างจักรวาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าหนังจะออกมาสู่คนดู
ก็ถือว่าตามหลังอีกค่ายอยู่มาก และการวางแผนการสร้างภาพยนตร์ที่ไม่ได้รัดกุม
ทิศทางในการรวมจักรวาลของดีซีจึงดูติดขัดอย่างมาก รวมไปถึงผลตอบรับของผู้ชม
นักวิจารณ์ ประกอบกับรายได้ของหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Justice League
ก็ออกมาน่าผิดหวัง ทำให้เห็นได้ว่า คนดูส่วนมาก แม้แต่แฟนฮีโร่ค่ายดีซีเอง
ยังไม่ได้รู้สึกรักและผู้พันกับจักรวาลหนังฮีโร่ค่ายนี้มากเท่ากับจักรวาลของมาร์เวล…

Gods of Egypt สงครามเทวดา

Gods of Egypt
แนว : ผจญภัย / แฟนตาซี
ผู้กำกับ : Alex Proyas
ผู้แต่ง : Matt Sazama, Burk Sharpless
ฉาย : 25 กุมภาพันธ์ 2016
ภาพยนต์สุดอลังการภายใต้ผู้กำกับ Alex Proyas เขาคือชายคนที่กำกับ ‘I, Robot’, ‘Knowing’, ‘The Crow’
และ ‘Dark City’ และได้รับการเนรมิตโดยทีมสร้างมากฝีมือ ทั้งฝ่ายโปรดักชั่น
และเทคนิคพิเศษชั้นแนวหน้าจาก Star Wars Prequel Trilogy, Spider-Man และ The Great Gatsby
ที่ได้มาร่วมสร้างผลงานชิ้นนี้
Gods of Egypt ภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเงินสร้างกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท
บอกได้เลยว่าภาพยนต์เรื่องนี้ทำเอาวงการหนังฮอลลิวู้ดสะเทือนเลยทีเดียว
เรื่องย่อ
เล่าขานถึงตำนานทวยเทพแห่งอียิปต์
ช่วงที่พระเจ้าเริ่มเกิดความขัดแย้งท่ามกลางความร้อนระอุแห่งทะเลทราย ฮอรัส (Nikolaj Coster-Waldau)
ที่เป็นเทพแห่งท้องฟ้าผู้ปกคลุมแม่น้ำไนล์อันอุดมสมบูรณ์ ขณะที่ เซ็ต (Gerard Butler)
น้องชายที่เป็นเทพแห่งทะเลทรายอันแข็งแกร่งต้องการชิงอำนาจในการปกครองแม่น้ำไนล์ทั้งหมด
การต่อสู้ของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น!
สำหรับภาพยนต์ Gods of Egypt เป็นเรื่องราวของเหล่าทวยเทพของอียิปต์
แม้จะมีการสร้างภาพยนตร์กันมาหลายเรื่องแล้ว ด้วยว่าเป็นแดนอารยธรรมที่เจริญสุดๆ
แห่งหนึ่งบนโลกเป็นดินแดนที่น่าค้นหา
อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ปูพรมด้วยฉากยิ่งใหญ่อลังการของนครอันมลังเมลืองด้วยสิ่งก่อสร้างและรู
ปปั้นสีทองเหลืองอร่ามอันแสดงถึงความศรัทธาในมหาเทพ ภาพยนต์ 3 มิติเต็มสูบ
เหมาะกับคอไทยโดยแท้แม้ว่าเมื่อรับชมด้วยจอใหญ่ยักษ์อย่าง IMAX 3D
จะพบว่ามันไม่ถึงกับเนียนแต่ก็เข้าขั้นดี…

4 หนังสยองขวัญในตำนาน!

ปัจจุบัน ในวงการภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ หนึ่งในหนังที่ได้รับความนิยมและถูกทำขึ้นมากที่สุด คงหนีไม่พ้น
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึก , อารมณ์ และ จุดพีคของเนื้อเรื่อง
ท่ามกลางภาพยนตร์ที่อุบัติขึ้นมากมาย นี่คือ 5 หนังสยองขวัญในตำนาน!
เริ่มจากเรื่อง Raw เป็นภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส ภายใต้ผู้กำกับฝีมือพะระกาฬอย่าง Julia Ducournau
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ จัสติน สาวน้อยมังสวิรัติขี้อาย ที่ถูกรุ่นพี่เล่นพิเหลนด้วยการให้รับน้อง
ด้วยการบังคับให้กินตับกระต่ายแบบสดๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอเริ่มเสพติดกินเนื้อสัตว์
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การ “กินเนื้อคน” ของเธอ เรียกได้ว่าสยองจนต้องร้องยี๋
ต่อมาเป็น The Belko Experiment เป็นภาพยนตร์คุณภาพอีกหนึ่งเรื่องของโลก ภายใต้บัญชาของผู้กำกับคนดังอย่าง
Greg Mclean ที่อำนวยการสร้าง และ เขียนบททั้งหมดโดย James Gunn จาก Guardian of the Galaxy ซึ่งทั้ง 2 ภาค
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ระดับช่างและแม่บ้านจนถึงระดับผู้บริหารชั้นสูง
ถูกขังอยู่ในตึกที่มีแผ่นเหล็กปิดทุกทางออก แถมมีกองกำลังทหารมาคอยยิงใครก็ตามที่จะออกไปจากตึก
ทุกคนได้รับคำสั่งให้ร่วมเล่นเกมที่เป็นการทดลอง โดยสั่งให้ฆ่าเพื่อนพนักงานคนอื่นๆในตึก
หากไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่าแทนแบบอุกอาจ
ต่อมาเป็น Wish Upon จากผู้กำกับ John R. Leonetti ชาวสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องราวของ แคลร์
ที่ได้กล่องเพลงปริศนากล่องหนึ่ง ซึ่งเป็นของขวัญจากพ่อตัวเอง โดยความพีคของมันคือ
สามารถทำให้ทุกความปราถนาของเธอสัมฤทธิ์ผลด้วยพร 7 ประการ แต่เมื่อเธอเริ่มใช้มันเพื่อความสุขส่วนตัว
เรื่องร้ายๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับคนรอบตัวเธออย่างชวนสะพรึง กระทั่งในที่สุด เธอก็รู้จนได้ว่า กล่องปริศนานี้นั้น
มีเบื้องหลังความสยองซ่อนอยู่
ปิดท้ายกันที่ Meters Down จากผู้กำกับ Johannes Roberts ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้
เป็นเรื่องราวของสองสาวพี่น้องที่ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันที่ชายหาดเม็กซิโก
และได้ดำน้ำชมฉลามขาวใต้ทะเลโดยอยู่ในกรงป้องกัน แต่สลิงเกิดขาดและทำให้กรงตกลงไปถึง 47 เมตร
พวกเขามีเวลาหนึ่งชั่วโมงว่ายกลับขึ้นมาที่เรือก่อนที่ออกซิเจนจะหมด แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเลยสักนิด
เมื่อระหว่างนั้นฝูงฉลามยักษ์ ขนาดยักษ์มหึมา ก็ว่ายวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เพื่อรองับพวกเธอ…

ฉลาดเกมส์โกง เตรียมรีเมกเป็นฉบับอินเดีย

หลังจาก ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius)
ทำสถิติกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดในไทยเมื่อปีที่แล้ว และกวาดรายได้ในจีนร่วม 40
ล้านเหรียญสหรัฐ ค่ายหนังอย่างจีดีเอช 559 ก็เดินหน้าสู่ความสำเร็จใหม่
หลังจากบริษัทหนังของอินเดียติดต่อขอซื้อไปสร้างใหม่เป็นฉบับภาษาฮินดี
จากการรายงานของ Screen Daily
โปรเจคต์การสร้างหนังครั้งนี้ จะเป็นการร่วมกันสร้างของบริษัทชื่อ Azure
Entertainment และ Plan C Studios โดยมอบหมายให้ นีราจ แพนดีย์ มารับหน้าที่ดูแลการสร้าง
ก่อนหน้านี้ Azure Entertainment ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังดังอย่าง Infernal Affairs
ของฮ่องกง กับ The Body และ The Invisible Guest ของสเปนมาสร้างใหม่และอยู่ระหว่างดำเนินงานสร้างในตอนนี้
ผู้บริหารของบริษัทได้พูดถึงการรีเมก ฉลาดเกมส์โกง ว่า “เราขอขอบคุณจีดีเอช 559
ที่ไว้ใจเราให้นำหนังเรื่องนี้มาสร้างใหม่เป็นฉบับอินเดีย” และ “รู้สึกภูมิใจ”
ที่ได้ร่วมงานกับทั้งผู้กำกับ นีราจ แพนดีย์ กับ Reliance Entertainmentในการรีเมกครั้งนี้
สำหรับภาพยนตร์ไทย ที่ถูกรีเมกเป็นหนังอินเดียในก่อนหน้านี้ คือเรื่อง “แฝด” (Alone)
ผลงานกำกับของ บรรจง ปิสัญธนะกูล และ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ
ซึ่งเคยถูกซื้อไปสร้างเป็นหนังฉบับอินเดีย ออกฉายเมื่อปี 2015 มาแล้ว
เรื่องย่อของ ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius)
ทุกครั้งที่ฝนดินสอลงกระดาษสอบ ล้วนมีความหมาย ลิน (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง)
นักเรียนสายเรียนดี เจ้าของ เกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกปีการศึกษา
แต่ด้วยการที่เธอมักจะต้องช่วยบอกข้อสอบให้กับเพื่อนซี้อย่าง เกรซ (อิษยา
ฮอสุวรรณ) นักเรียนสายกิจกรรมแต่ผลการเรียนกลับสวนทางและ พัฒน์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ)
เด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวยในและมีแนวคิดว่าเงินซื้อทุกอย่างได้แม้กระทั่งคำต
อบของข้อสอบ ทำให้ ลิน ฉุกคิดธุรกิจให้ลอกข้อสอบนี้ขึ้นมาได้
และสร้างรายได้ให้เธออย่างเป็นกอบเป็นกำ และเมื่อการสอบสุดท้ายท้าย อย่าง STICใกล้เข้ามาถึง
นักเรียนหลายร้อยคนต่างคาดหวังจะนำคะแนนสอบเหล่านี้เปิดทางเข้าสู่เหล่ามหาลัยชั้นนำ
ลินจึงได้รับโจทย์ใหม่ ในการบอกข้อสอบสุดท้าทายครั้งนี้
โดยเธอตัดสินใจบินไปสอบที่ประเทศเร็วกว่าไทย
เพื่อรีบนำมาบอกข้อสอบแก่เหล่าลูกค้าของเธอ โดยเธอต้องหาผู้ช่วยอย่าง แบงค์ (นนชานน สันตินธรกุล) นักเรียนทุนคู่แข่ง ที่ไม่ชอบการทุจริตใดๆ
ในขณะที่เดิมพันเงินรางวัลที่สูงมากขึ้นความยากในการโกงข้อสอบและความปลอดภัยของพวกเธอก็สูงขึ้นเช่นกัน
ภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง กำกับโดย นัฐวุฒิ พูนพิริยะ โดยผลงานที่ผ่านมา
คือภาพยนตร์ไทยเรื่อง เคาท์ดาวน์ ที่ออกฉายเมื่อปี 2555…

สุดยอดหนัง ที่พลาดคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ

Wonder Woman
นับเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สตรีเพศเรื่องแรกที่สร้างจากฝีมือผู้กำกับหญิงโดย
แท้จริง อย่าง แพตตี้ เจนกินส์ ที่เคยสร้างความประทับใจ
จนกลายเป็นเรื่องแจ้งเกิดมาแล้วกับ Monsterในปี 2003
โดยหลังจากที่กำกับซีรี่ส์บางตอนของ Entourage และเกือบได้วาดลวดลายกับ Thor:
The Dark World ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับให้ Wonder Woman และเซ็นสัญญากับ Wonder Woman II
โดยค่าจ้างในการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงภาคต่อเรื่องนี้มากกว่าเดิมจ
นจัดได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงที่ได้ค่าตัวสูงสุด
แถมยังได้นักแสดงสาวมากความสามารถ ดีกรีนางงามอิสราเอล แกล กาโดต์
มารับบทเป็น Wonder Woman แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมีชื่อเข้าชิงรางวัลใด ๆ
จากงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 75

Get Out
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ต้องผิดหวังอย่างน่าเสียดาย โดย
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องนี้ เป็นฝีมือของ จอแดน พีล
แม้ว่าหมู่นักวิจารณ์และคนดูจะให้เสียงชื่นชม Get Out เป็นพิเศษ
ด้วยเรื่องราวว่าด้วยหนุ่มผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวผิวขาว
ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึง
เป็นข้อพิสูจน์ว่าภาพยนตร์สยองขวัญไม่จำเป็นต้องซ้ำซาก
แต่ยังสามารถหาพลิกแพลงไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ได้เสมอ

The Post
สูตรสำเร็จที่ไม่คิดว่าจะมีผู้เอาชนะได้
กับภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง
เนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับเอกสารลับของเพนตากอนที่ถูกปกปิดของ
ร้อยเรียงผ่านฝีมือของสุดยอดผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก
โคจรมาพบกับสองนักแสดงนำรางวัลออสการ์อย่างเมอริล สตรีพ และทอม
แฮงค์ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์คุณภาพที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด
สุดท้ายแม้ว่า The Post ได้รับเลือกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 รางวัล
ใครจะคิดว่าพวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า

Dunkirk
ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเขียนบทด้วยตนเอง
เขาบอกว่าเนี่คือภาพยนตร์ที่ได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากที่สุดในชีวิต
และเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่หลายคน
มาถ่ายทอดเรื่องราวของทหารกล้าในสมรภูมิรบ รุ่นใหญ่ที่ดังที่สุดก็มีเพียงทอม
ฮาร์ดี้, เค็นเน็ธ บรานาจ กับเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายอย่าง มาร์ก
ไรแลนส์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้วิธีเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด
ยากต่อการคาดเดาและลุ้นไปทุกวินาที แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลไปครอง
แต่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานภาพยนตร์สงครามอันดับต้น ๆ
ไปอีกนาน

Call me by your name
ภาพยนตร์ชายรักชายสุดโรแมนติกที่คว้ารางวัลมากมาย
จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งลอสแอนเจลิส
ซึ่งถือเป็นสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ
กวาดมาทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม,
และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
แต่กลับไม่ถูกใจเหล่ากรรมการงานลูกโลกทองคำมากนัก
จึงทำได้เพียงมีชื่อเข้าชิง 3 รางวัล และไม่สามารถคว้ามาเชยชมได้
อย่างไรก็ตามด้วยการเดินเรื่องที่เป็นธรรมชาติ
มุมกล้องที่ให้ความรู้สึกราวกับภาพยนตร์ย้อนยุค และช่วงท้ายที่หักมุมเล็ก ๆ
คงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงไปในใจของหลายๆ คนไปอีกนาน…

Friend Request (2016) ผีแอดเพื่อน

Friend Request
แนวหนัง : สยองขวัญ,ทริลเลอร์
ผู้กำกับ : ไซม่อน เวอร์โฮเว่น
นักแสดง : อลิเซีย เดบนัม แครีย์, ลีเซิล อาเลิร์ส, คอนเนอร์ เปาโล, บรู๊ค มาร์คแฮม, นิโคลัส พอลลิ่ง
เข้าฉาย : 17 มีนาคม 2559
หลายคนคงจะได้รู้แล้วว่าผู้กำกับชาวเยอรมัน ไซม่อน เวอร์โฮเว่น เจ้าของภาพยตร์ ไซม่อน เวอร์โฮเว่น
หนังผีโลกโซเชียลก็ขออินเทรนด์ ทำหนัง thriller-horror เกาะกระแสวัยรุ่นกับ social network อีกเรื่อง
ในชื่อ Friend Request ในคราวนี้จะมาพร้อมกับความหลอนระดับ 10 อีกเช่นเคยFriend Request
ภาพยนต์ที่ผสมผสานลงตัวระหว่างความเชื่อลัทธิแบบสมัยเก่ากับโลกไซเบอร์สมัยใหม่อย่างอินเทรนด์
นี้อาจจะไม่ใช่หนังผีโดยแท้ ซึ่งไซม่อน เวอร์โฮเว่น
ต้องการสร้างภาพยนต์นี้ขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงวัยรุ่นและคนเสพติดโซเชียลฯ
ตระหนักถึงความหมายของคำว่า “เพื่อน” จริงๆ ว่ามันเป็นอย่างไร
เรื่องย่อ
ชีวิตของหญิงสาวทั่วไปที่ค่อนข้างเพรียบพร้อมไปด้วยเพื่อนฝูง แฟนหนุ่มสุดหล่อนักศึกษาเตรียมแพทย์
บลาๆๆ การเป็นที่รักของสังคมทำให้ จำนวนเพื่อนใน Facebook ของเธอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่แล้ววันนึง
ผู้ใช้นามว่า มาริน่า มิลส์ ก็ส่ง Friend Request มาขอเธอเป็นเพื่อน
ความหลงตัวของเธอทำให้คิดว่าในที่สุดก็มีเพื่นแท้ เมื่อถูก Unfriend เพราะลอร่ามองว่าเธอไม่ปกติ
มาริน่าก็ฆ่าตัวตายอย่างสยดสยองบนเว็บแคม จนทำให้เรื่องราวสุดสยองต่างๆจึงได้เริ่มขึ้นนับจากนั้น
ไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอ กับเพื่อนๆที่เหลืออยู่ ไม่สามารถลบบัญชีได้ และไม่สามารถ unfriend
มาริน่าออกจากเฟสบุคได้เลย
สามารถรับชมกับได้ทุกเว็บไซต์ทั่วไป https://youtu.be/A2xygfZw7hc…

หนังเขย่าขวัญต่างประเทศ

เมื่อพูดถึงหนังสยองขวัญต่างประเทศแล้วหลายคนคงมีเรื่องที่ชื่นชอบในใจ
วันนี้บทความนี้จึงมาแนะนำหนังสยองขวัญสั่นประสาท5เรื่องที่ติดชาร์จว่าสยองขั้นเทพ

1.Goodnight Mommy
หนังเล่าเรื่องราวของคู่แฝดที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างกับผู้ เป็นแม่
หลังจากที่แม่ไปผ่าตัดทำศัลยกรรมมา แม่ผู้ซึ่งไม่เคยทำร้ายร่างกายพวกเขาและมักเล่นสนุกด้วยกันเสมอ
กลับเปลี่ยนไปกลายเป็น แม่วิปริตที่ชอบตบตีลูกของตัวเองเป็นว่าเล่น คู่แฝดจึงเชื่อว่า
&ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แม่ของพวกเขา&และเริ่มออกตามหาแม่ที่แท้จริง

2.The Evil Dead
เรื่องราวคร่าวๆ เป็นเรื่องของกลุ่มเพื่อน 4 คนที่ตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวพักร้อนกันที่กระท่อมแห่งหนึ่งกลางป่า
(ซึ่งผมว่าเป็นที่สุดท้ายที่ทุกคนคิดอยากจะไปพักร้อน) และเมื่อพวกเขาไปถึงก็จัดงานสังสรรค์ดื่มเหล้ากันตามปกติ
จนกระทั่งมีเพื่อนคนนึงเห็นประตูเปิดไปห้องใต้ดิน และนั่นเองที่ทำให้เพื่อนคนนึงไปพบกับ Book of Dead หรือ
หนังสือแห่งคำตาย

3.Kairo
มิจิ หญิงสาวข้องใจกับการหายตัวไปของทากูชิ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เธอตัดสินใจไปพบเขาที่บ้าน
และที่นั้นเธอได้พบกับเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจ ทากูชิฆ่าตัวตายต่อหน้าต่อตาของเธอ
ทิ้งปริศนาไว้ให้ขบคิดว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น
ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติกับยาเบะเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งของมิจิ นับจากที่ได้เปิดดูแผ่นดิสก์ที่ทากูชิทิ้งไว้
ในไม่ช้ายาเบะก็ตายไปอีกคน เช่นเดียวกับจุงโกะเพื่อนร่วมงานหญิงอีกคนของมิจิที่ได้เข้าไปในเขตหวงห้าม
และพบเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวจนต้องตายไปอีกคน คาวาชิมา
นักศึกษาหนุ่มผู้ไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์สนใจเข้าสู้โลกอินเตอร์เน็ต ตามสมัยนิยม
เขาพบเรื่องประหลาดจากอินเตอร์เน็ตมากมาย
และได้พบกับฮารูเอะนักศึกษาปริญญาโทผู้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี
และให้ความสนใจกับเหตุการณ์ที่คาวาชิมาได้ประสบมา จากนั้นเป็นต้นมาทั่วทั้งเมืองเกิดเรื่องประหลาดขึ้น
เมื่อแถบสีแดงในเขตหวงห้ามได้รับการปลดออกการตายมากมายได้เกิดขึ้น และได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

4.Hard Candy
เรื่องราวของหญิงสาวที่หลอกล่อผู้ชายให้มาติดกับดักของเธอ
โดยชายคนนั้นคือคนที่เธอคาดว่าเคยก่อเหตุข่มขืนมาก่อน โดยได้เค้าโครงมาจากเรื่องราวจริงของสาวญี่ปุ่น
ที่มักจะหลอกล่อนักธุรกิจตามท้องถนน ให้ไปนอนค้างในโรงแรมกับเธอ ก่อนที่จะทำการปล้น

5.Dead Ringers

ฝาแฝดที่ใช้ชีวิตร่วมกันทุกอย่าง แต่สุดท้ายต้องแตกแยกเพราะผู้หญิง หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องของ
ฝาแฝด Stewart และ Cyril Marcus ทั้งคู่ทำทุกสิ่งอย่างร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเล่นยาเสพติด ทำอาชีพเดียวกัน
มีแฟนคนเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ต้องตายเพราะโอเวอร์โดสจากยา

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1971 : Diamonds Are Forever

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1971เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Diamonds Are
Forever หรือ 007 เพชรพยัคฆราช ภาพยนตร์เรื่องที่ 7 ในชุดเจมส์ บอนด์ เดอะ ซีรี่ส์ และเป็นเรื่องสุดท้ายที่ ฌอน คอนเนอรี่
แสดงนำ ภายใต้ฝีมือการกำกับของ กาย ฮามิลตันภาพยนตร์เรื่อง Diamonds Are Forever หรือ 007
เพชรพยัคฆราช กล่าวถึง เจมส์ บอนด์ที่ต้องมารับภารกิจตามล่าแก๊งลักลอบค้าเพชรเถื่อน
และได้พบวายร้ายที่อยู่เบื้องหลังแผนร้ายครั้งนี้ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ได้แก่ เอิร์นส์ สตาฟโร โบลเฟลด์ศัตรูคู่แค้นดั้งเดิม
ซึ่งภายใต้ทุนสร้าง 7 ล้านดอลลาร์แต่กวาดรายได้ทั่วโลกไปเกิน 100 ล้านดอลลาร์
ใครจะไปทราบว่าภาพยนตร์ Diamonds Are Forever หรือ 007เพชรพยัคฆราช
เต็มไปด้วยความวุ่นวายในการถ่ายทำตั้งแต่ต้นจนจบเริ่มจากบท เจมส์ บอนด์ ที่ จอร์จ ลาเซนบี้ โบกมืออำลา
ทั้งที่เพิ่งสวมบทไปเพียงภาคเดียวทำให้ผู้จัดต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อดึง ฌอน คอนเนอรี่
กลับมารับหน้าที่อีกครั้ง พร้อมทั้งเปย์เงินเข้ากระเป๋าให้ไม่อั้นแต่ คอนเนอรี่ ติสต์แตกเลือกดปฏิเสธ
ทำให้ผู้จัดงานเข้าเต็มเปา ต้องหันไปทาบทาม โรเจอร์ มัวร์แต่ก็ติดถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอื่นอยู่ จะหันไปหา ทิโมธี ดัลตัน
ก็หน้าตาละอ่อนเกินไปไม่เข้าลุคสายลับผู้ช่ำชองและเปี่ยมประสบการณ์
เท่านั้นไม่พอ ผู้จัดยังติดต่อทาบทามไปยัง ไมเคิล แกมบอนเจ้าของบท อัลบัส ดัมเบิลดอร์ ใน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์
ก็ถูกตอบปฏิเสธกลับมาจากตัวนักแสดง โดย แกมบอนให้เหตุผลว่าหุ่นตัวเองไม่เหมาะกับบท เจมส์ บอนด์
สุดท้ายหวยไปตกที่ จอห์น เกวิน จากภาพยนตร์ Psycho(1960) แต่ ฌอน คอนเนอรี่ ดันเปลี่ยนใจเช่นกัน
ก่อนติดต่อขอกลับมารับบท เจมส์ บอนด์ หาก บริษัทยูไนเต็ดอาร์ติสต์ เพิ่มข้อเสนอออกทุนสร้างหนังให้เขาอีก 2 เรื่อง คือ The
Offence (1972) และ Macbethนอกจากปัญหานักแสดงนำ ภาพยนตร์เรื่อง Diamonds Are
Forever หรือ 007 เพชรพยัคฆราช ยังมีปัญหาเรื่องผู้กำกับด้วยเพราะก่อนหวยจะมาออกที่ กาย ฮามิลตัน ทีมงานมีตัวเลือกอย่าง
ปีเตอร์ ฮันท์ อยู่ในมือ แต่พี่แกดันไม่ว่างแล้วก็อย่างที่เราทราบกัน กาย ฮามิลตัน พา Diamonds Are
Forever หรือ 007 เพชรพยัคฆราชทำยอดทะลุเป้าไม่ต่างจากภาค Goldfinger ที่เขาฉีกลุค เจมส์
บอนด์ เป็นพระเอกตลกร้าย ซึ่งกลายเป็นจุดขายของซีรี่ส์บอนด์ในยุคหลังด้วย
สรุปแล้วภาพยนตร์ Diamonds Are Forever หรือ 007
เพชรพยัคฆราช ถือเป็นหนังที่ควรเสียเวลา 120 นาที ให้มากๆเพราะน่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง และมีจุดน่าสนใจอีกมากมาย
และเรากล่าวถึงไม่หมดพร้อมทั้งฝากให้คุณไปค้นหากันเองในภาพยนตร์เรื่องนี้…

ย้อนดูประวัติ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ “คนเหล็ก” ของเหล่าคอหนังบู๊

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดชาวออสเตรีย-อเมริกัน
มีชื่อจริงๆแบบยาวๆว่า อาร์โนลด์ อาลอยส์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Alois
Schwarzenegger) เกิดในประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1947(พ.ศ. 2490) โดยเด็กชายอาร์โนลด์
เขาเกิดในสภาพชีวิตที่ปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายทั้งปวง
ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีน้ำต่อเข้าในตัวบ้าน เป็นเช่นนี้จนอายุ 14 ปี
หนุ่มน้อยอาร์โนลด์ง่วนกับการปฏิบัติตัวอยู่ในกรอบการเลี้ยงดูที่เข้มงวดของคุณพ่อซึ่งเป็นตำรวจ เช่น
ต้องเขียนเรียงความ 10 หน้ากระดาษ เพื่อเล่าว่าเขาและเพื่อน ๆทำอะไรกันในคืนวันเสาร์ของแต่ละสัปดาห์
พ่อของอาร์โนลด์เห็นว่าฟุตบอลน่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แต่อาร์โนลด์กลับหันไปเริ่มยกน้ำหนัก
และรู้สึกในทันทีว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการทำอย่างจริงจังก็ได้และหลังจากนั้นไม่กี่ปี
เขาก็ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพแม้ว่าเจ้าตัวจะเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องของการทหารมาก
แต่กลับไม่สามารถทำตัวอยู่ในวินัยทหารได้ จึงมักจะโดดกองร้อยอยู่เสมอ
หลังจากเข้ากองทัพได้ 1 เดือน เขาก็ได้โดดค่าย ไปลงสมัครแข่งขันยกน้ำหนัก
และได้ตำแหน่ง มิสเตอร์ ยุโรป จูเนียร์ มาครอง แต่หลังจากได้รางวัล
เขาก็ติดคุกทหาร 1 สัปดาห์เพราะฝ่าฝืนกองทัพ และพอพ้นโทษ
ก็กลับเข้ากรมกองเหมือนเดิม โดยได้รับโอกาสในการฝึกกล้ามเนื้อเพิ่มเติม
จนปลดประจำการเขาก็เข้าลงสมัครและยกน้ำหนักในระดับนานาชาติ
ได้รับตำแหน่ง มิสเตอร์ยุโรป และตำแหน่ง ชายรูปร่างดีที่สุดในยุโรป ไปครอง
เมื่อย้ายมาอยู่ที่อเมริกา เขาก็เริ่มธุรกิจเกี่ยวกับการขายอุปกรณ์เพาะกาย
รับงานแสดง และศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มเติม จนในช่วงปี 1970
ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของเขา “Hercules in New York” ก็ออกฉาย
โดยในตอนนั้นเขาใช้ชื่อในวงการว่า “อาร์โนลด์ สตรอง”
และหลังจากนั้นก็มีผลงานออกมาเรื่อยๆในฐานะนักแสดงสมทบ
และในปี 1982 ภาพยนตร์เรื่อง Conan the Barbarian ที่มีคาแรคเตอร์เด่นชัด
และอาร์โนลด์ ได้โชว์กล้ามเนื้อได้อย่างเต็มสโตรก จนได้รับความนิยมอย่างมาก
ทำให้หนังเรื่องดังกล่าวดังในชั่วข้ามคืน
ถึงแม้หนังเรื่องนี้ถูกนักวิจารณ์กันยกใหญ่ก็ตาม ต่อมาได้รับบทสำคัญ
และเป็นที่ติดตามากที่สุดใน The Terminator (คนเหล็ก 2029) ของ เจมส์ คาเมรอน
และได้แสดงในหนังแอ็คชั่นอีกหลายเรื่องอย่าง Commando, Predator (คนไม่ใช่คน)
และ Total Recall (คนทะลุโลก) และทุกเรื่องที่พูดถึง
ประสบความสำเร็จฟันเงินได้อย่างล้นหลาม
ปัจจุบัน งานแสดงของเขาก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ
และภาพลักษณ์ของคนเหล็กไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำของเหล่าคอหนังได้เลย…

5หนังแนวหน้าปิ๋วรางวัลลูกโลกทองคำ

Wonder Woman
นับเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สตรีเพศเรื่องแรกที่สร้างจากฝีมือผู้กำกับหญิงโดย
แท้จริง อย่าง แพตตี้ เจนกินส์ ที่เคยสร้างความประทับใจ
จนกลายเป็นเรื่องแจ้งเกิดมาแล้วกับ Monsterในปี 2003
โดยหลังจากที่กำกับซีรี่ส์บางตอนของ Entourage และเกือบได้วาดลวดลายกับ Thor:
The Dark World ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับให้ Wonder Woman และเซ็นสัญญากับ Wonder Woman
โดยค่าจ้างในการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงภาคต่อเรื่องนี้มากกว่าเดิมจ
นจัดได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงที่ได้ค่าตัวสูงสุด
แถมยังได้นักแสดงสาวมากความสามารถ ดีกรีนางงามอิสราเอล แกล กาโดต์
มารับบทเป็น Wonder Woman แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมีชื่อเข้าชิงรางวัลใด ๆ
จากงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 75
Get Out
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ต้องผิดหวังอย่างน่าเสียดาย โดย
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องนี้ เป็นฝีมือของ จอแดน พีล
แม้ว่าหมู่นักวิจารณ์และคนดูจะให้เสียงชื่นชม Get Out เป็นพิเศษ
ด้วยเรื่องราวว่าด้วยหนุ่มผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวผิวขาว
ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึง
เป็นข้อพิสูจน์ว่าภาพยนตร์สยองขวัญไม่จำเป็นต้องซ้ำซาก
แต่ยังสามารถหาพลิกแพลงไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ได้เสมอ
The Post
สูตรสำเร็จที่ไม่คิดว่าจะมีผู้เอาชนะได้
กับภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง
เนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับเอกสารลับของเพนตากอนที่ถูกปกปิดของ
ร้อยเรียงผ่านฝีมือของสุดยอดผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก
โคจรมาพบกับสองนักแสดงนำรางวัลออสการ์อย่างเมอริล สตรีพ และทอม
แฮงค์ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์คุณภาพที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด
สุดท้ายแม้ว่า The Post ได้รับเลือกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 รางวัล
ใครจะคิดว่าพวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า
Dunkirk
ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเขียนบทด้วยตนเอง
เขาบอกว่าเนี่คือภาพยนตร์ที่ได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากที่สุดในชีวิต
และเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่หลายคน
มาถ่ายทอดเรื่องราวของทหารกล้าในสมรภูมิรบ รุ่นใหญ่ที่ดังที่สุดก็มีเพียงทอม
ฮาร์ดี้, เค็นเน็ธ บรานาจ กับเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายอย่าง มาร์ก
ไรแลนส์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้วิธีเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด
ยากต่อการคาดเดาและลุ้นไปทุกวินาที แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลไปครอง
แต่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานภาพยนตร์สงครามอันดับต้น ๆ
ไปอีกนาน
Call me by your name
ภาพยนตร์ชายรักชายสุดโรแมนติกที่คว้ารางวัลมากมาย
จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งลอสแอนเจลิส
ซึ่งถือเป็นสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ
กวาดมาทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม,
และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
แต่กลับไม่ถูกใจเหล่ากรรมการงานลูกโลกทองคำมากนัก
จึงทำได้เพียงมีชื่อเข้าชิง 3 รางวัล และไม่สามารถคว้ามาเชยชมได้
อย่างไรก็ตามด้วยการเดินเรื่องที่เป็นธรรมชาติ
มุมกล้องที่ให้ความรู้สึกราวกับภาพยนตร์ย้อนยุค และช่วงท้ายที่หักมุมเล็ก ๆ
คงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงไปในใจของหลายๆ คนไปอีกนาน…