รีวิวหนัง

12 หนังสยองขวัญที่อาจทำให้คุณดูไม่จบ 3

เรายังคงอยู่กันที่การแนะนำหนังสยองขวัญที่ได้รับความนิยมอย่างมากมาให้ดูกันเหมือนเช่นเคย
โดยเราได้คัดสรรหนังสยองขวัญที่มีคุณภาพมาแนะนำให้คุณเผื่อเป็นตัวเลือกที่อาจจะทำให้คุณ
ได้ลิ้มรสความน่ากลัวเพิ่มขึ้น อย่ารอช้าไปติดตามกันได้เลย
สลีปปี้ ฮอลเลอร์
แค่ได้ยินชื่อผู้กำกับก็ชวนน่าดูอย่างมากกับเรื่องนี้ สลีปปี้ ฮอลเลอร์ ผลงานการกำกับของ ทิม
เบอร์ตัน ที่ได้พระเอกอย่างจอห์นนี้่ เดปป์ มาร่วมแสดง
ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียวบอกได้เลย
ว่าตลอดทั้งเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดีเนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ
และมีฉากให้ลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลาเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหนังที่จอห์นนี่ เดปป์
ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้
เพราะนี่คือหนังที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในแวดวงฮอลลี้วู้ดในหนังแนวนี้
28 เลเตอร์
ตัดมาที่อีกอารมณ์กันบ้างก่อนหน้านี้เราได้แนะนำหนังสยองขวัญที่ส่วนใหญ่เป็นแนวปีศาจออก
อาละวาดมาแล้ว มาครั้งนี้เราจะขอพาคุณไปดูอีกฟิลลิ่งหนึ่ง
แต่รับรองว่าสยองไม่แพ้กันกับแนวซอมบี้กินคน ซึ่ง 28 เลเตอร์ แม้จะออกมาฉษยมานานนับสิบปี
แต่จนถึงทุกวันนี้มันยังคงเป็นหนังซอมบี้ที่ดีเป็นอันดับต้นๆเท่าที่ฮอลลีวู้ดเคยมีมาเลยทีเดียว
และด้วยดีกรีขนาดนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างมากขนาดไหน
โดยหนังประสบความสำเร็จโด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่ภาคแรกส่งผลให้มีการอำนวยการสร้างภาค
สองต่อเนื่อง และได้รับความนิยมไม่แพ้กันเลยทีเดียว
ชัตเตอร์
หากใครคุ้นชื่อว่านี่เป็นหนังไทยหรือเปล่าคุณคิดไม่ผิดเพราะมันคือเดอะ ชัตเตอร์
กดติดวิญญาณของไทยเรานั่นเอง เพียงแต่ภาคที่ได้รับความนิยม
และโด่งดังไปทั่วโลกคือฉบับรีเมคของฮอลลีวู้ดที่มีการซื้อลิขสิทธิ์ไปทำใหม่
ซึ่งบอกได้เลยว่าจัดหนักความสยองที่เต็มกว่าเดิมเยอะเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ฉบับพี่ไทยว่าหลอนแล้ว
แต่นำไปผนวกกับการเล่าเรื่องที่ดีแบบฮอลลีวู้ดพร้อมด้วยเทคนิดถ่ายทำพิเศษรวมถึงอะไรหลาย ๆอย่างทำให้เป็นเดอะ ชัตเตอร์ ที่หลอนจนคุณนั่งไม่ติดจอกันเลยทีเดียว
และฉากที่หลายคนยังจำได้ดีที่มีวิญญาณขึ้นไปขี่คอพระเอกในตอนท้ายเรื่อง
ซึ่งเป็นหนึ่งในฉากที่ติดตากันไปแล้วที่เมื่อนึกถึงชัตเตอร์ก็ต้องนึกถึงฉากนี้
ฉบับฮอลลีวู้ดเองก็ไม่พลาดที่จะนำฉากนี้ใส่เข้าไปด้วยอีกต่างหากเรียกได้ว่าจัดเต็มแบบครบรส
ชาติกันเลยทีเดียว…

ตำนาน ก็อดซิลล่า สัตว์ประหลาดในภาพยนตร์จากญี่ปุ่นที่โด่งดังระดับโลก

สำหรับใครที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาด ย่อมที่จะต้องรู้จักกับ
ก็อดซิลล่า กันอยู่แล้ว
เพราะนี่คือหนึ่งในสัตว์ประหลาดที่โด่งดังเป็นที่สุดในโลกภาพยนตร์
ก็อดซิลล่านั้นเป็นสัตว์ประหลาดที่ถือกำเนิดมาจากวงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของญี่ปุ่น
โดยผู้ที่สร้างมันขึ้นมาก็คือ โทโมยูกิ ทานากะ
ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของบริษัทผลิตภาพยนตร์โทโฮ
โดยภาพยนตร์เกี่ยวกับก็อดซิลล่าเรื่องแรกที่ออกฉายนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1954
โดยมันคือสัตว์ที่เป็นผลมาจากพิษสงอันร้ายแรงของระเบิดนิวเคลียร์
ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝังใจชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
สำหรับตำนานที่มาของก็อดซิลล่านั้นจะมีเรื่องที่เล่าเอาไว้ 2 แบบ
อย่างแรกก็คือมันเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ได้มีอันตรายใดๆ
โดยหลับใหลอยู่ใต้ทะเลลึกมาเป็นเวลายาวนาน
จากนั้นเมื่อเกิดระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นจึงทำให้มันตื่นขึ้นมาและอาละวาด
ขณะที่เรื่องที่ถูกเล่าไว้อีกแบบก็คือก็อดซิลล่า
เป็นไดโนเสาร์ที่เป็นสายพันธุ์ที่อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน
จากนั้นเมื่อเกิดระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาจึงทำให้มันกลายพันธุ์
และกลายเป็นก็อดซิลล่าในรูปแบบอย่างที่เรารู้จักกัน
สำหรับลักษณะของก็อดซิลล่านั้นจะเป็นสัตว์ประหลาดที่มีความสูงใหญ่เป็นอย่างมาก
โดยสูงถึง 50-100 เมตร น้ำหนัก 20,000-60,000 ตัน
โดยรูปลักษณ์ของมันจะค่อนข้างคล้ายกับไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า
ร่างกายของมันจะปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำ
และสิ่งที่เป็นจุดเด่นของก็อดซิลล่าก็คือมันสามารถพ่นไฟออกมาจากปากได้
ก็อดซิลล่าในแบบฉบับของญี่ปุ่นนั้นจะต้องต่อสู้กับสัตว์ประหลาดด้วยกันเองหลาก
หลายสายพันธุ์มากๆ ซึ่งบางตัวก็ได้รับความนิยม ขณะที่บางตัวก็แทบจะถูกลืม
แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าก็อดซิลล่ายังยังโด่งดังในตัวของมันเอง
นั่นทำให้ฮอลลีวู้ดให้ความสนใจซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
ก็อดซิลล่าในเวอร์ชั่นของฮอลลีวู้ดนั้น ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1998
แต่อาจจะไม่เป็นที่ถูกใจสักเท่าไหร่นักสำหรับแฟนๆ ของก็อดซิลล่า
เนื่องจากว่ามันดูไม่ค่อยยิ่งใหญ่เหมือนกับที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี
จึงทำให้มันเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากมายนัก
แต่ถ้าหากว่ามองเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดดูสนุกๆ สักเรื่อง
มันก็ไม่ได้มีอะไรเลวร้าย
ขณะที่ก็อดซิลล่าเวอร์ชั่นที่ออกฉายปี 2014
มันจะเป็นสัตว์ประหลาดที่ถูกตีความว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษาสมดุลธรรมชาติ
ซึ่งภาพลักษณ์ของมันดูน่าจะเป็นที่น่ายอมรับมากกว่า
เพราะดูน่าเกรงขามสมกับต้นฉบับของทางญี่ปุ่น
นี่แหละคือตำนานที่มาของก็อดซิลล่า
ซึ่งหลังจากนี้ก็ยังน่าจะมีสร้างเป็นภาพยนตร์ในเวอร์ชั่นอื่นๆ
ออกมาให้เราชมกันอีกอย่างแน่นอน…

เรื่องย่อหนัง หนีตามกาลิเลโอ

ปลายศตวรรษที่ 16 เมืองปิซา ประเทศอิตาลี กาลิเอโอ
ประกาศผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเขาว่า วัตถุ 2 ชิ้นที่มีรูปทรงเดียวกัน
และประกอบขึ้นด้วยมวลสารเดียวกัน จะตกถึงพื้นพร้อมกัน แม้จะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน
อีกทั้งยังประกาศความเชื่อว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล
การปฏิบัติตัวขัดแย้งกับศาสนจักรเช่นนี้ ทำให้ กาลิเลโอ ถูกจับขัง สิ้นสูญอิสรภาพ
และชีวิตก็ตกระกำลำบากนับจากนั้นปี 2009 กรุงเทพฯ ประเทศไทย
ห่างจากที่เกิดเหตุแรก 1/4 เส้นรอบวงโลก เด็กสาว 2
คนกำลังประสบปัญหาหนักหน่วงที่สุดในชีวิต เชอรี่ (ชุติมา ทีปะนาถ)
นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ถูกตัดสิทธิ์สอบ
และต้องพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี ด้วยความผิดที่เจ้าตัวเห็นว่าเล็กน้อย
นั่นคือปลอมลายเซ็นอาจารย์ในใบขออนุญาตใช้ห้องเขียนแบบ
นุ่น (จรินทร์พร จุนเกียรติ) สาวร่าเริงแสนงอน เคยท้าเลิกกับ ตั้ม แฟนหนุ่ม
มาแล้วหลายครั้ง ทว่า ตั้ม เป็นต้องงอนง้อขอคืนดีกับเธออยู่ร่ำไป
แต่ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้ง ตั้ม ตัดสินใจรับคำบอกเลิกของเธอแต่โดยดี ทั้ง นุ่น และ
เชอรี่ ต่างรู้สึกอยากหนีไปให้ไกลจากสถานที่เกิดปัญหา
จึงจูงมือกันบินข้ามหลายเส้นรุ้งและอีกหลายเส้นแวง
ปลดแอกตัวเองจากแรงดึงดูดของชีวิตทันที
แผนของทั้งคู่นั้นแสนง่าย ลงทะเบียนเรียนภาษาบังหน้า แล้วมุ่งมั่นทำงานบริกร
เพื่อเก็บเงินไปท่องเที่ยวให้มากที่สุด เป้าหมายของพวกเธอคือ 3
เมืองใหญ่แห่งยุโรปอย่าง ลอนดอน ปารีส และเวนิส สถานที่สำคัญๆ
ถูกหมุดหมายลงในใจของสองสาว ไม่ว่าจะเป็นสโตนเฮนจ์ ทาวเวอร์บริดจ์ หอไอเฟล
พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ โคลอสเซียม เรือกอนโดลา และ หอเอนปิซาก่อนออกเดินทาง
ทั้งคู่ทำสัญญาใจกันไว้ 2 ข้อ ข้อแรกคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามทิ้งกัน ข้อที่ 2
คือห้ามแหกกฎข้อแรกเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องคาดไม่ถึงสารพัด
บางครั้งคำสัญญาเป็นมั่นเหมาะก็ถูกสั่นคลอนเสียง่ายๆ
เมื่อเจ้าของคำสัญญาอ่อนล้าจากภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน
และบางทีมิตรภาพยาวนานก็แทบถึงกาลแตกหัก
ด้วยเหตุผลที่เหมือนจะไม่เป็นเหตุผลว่าเบื่อขี้หน้ากัน
นุ่น ยังคาดไม่ถึงอีกด้วยว่า เธอหนี ตั้ม คนหนึ่งไปไกลถึง 1/4 ของโลก
เพียงเพื่อจะไปพบความสัมพันธ์ครั้งใหม่กับอีก ตั้ม หนึ่ง (เรย์ แมคโดนัลด์) ส่วน เชอรี่
ก็คาดไม่ถึงว่า ความตั้งใจที่จะออกเดินทางให้หลุดพ้นจากกฎโง่ๆ ของโลก
กลับทำให้เธอเรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะหนีไปไกลแค่ไหน
ทุกคนต่างอยู่บนกฎพื้นฐานข้อเดียวกัน นั่นคือเราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก
เช่นเดียวกับที่โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1998 : There’s Something About Mary

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1998
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น There’s Something
About Mary หรือ มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ ภาพยนตร์โรแมนติก-
คอมเมดี้ที่ขายความเป็นอเมริกัน ภายใต้ฝีมือการกำกับของ ปีเตอร์และ บ็อบบี้ ฟาร์เรลลี่
ภาพยนตร์ There’s Something About Mary หรือ
มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ กล่าวถึงเรื่องราวของ เท็ด
เด็กหนุ่มที่หลงรักเพื่อนสาวแสนสวยนาม แมรี่
แต่รักที่สุมอยู่เต็มอกของเขาก็ไม่เคยได้ไปถึงหูให้เธอได้รับรู้
เพราะเขาอายเกินที่จะเอ่ยความรู้สึกในใจนี้ไป
กระทั่งเวลาผ่านไป 13 ปี เท็ด ยังคงถวิลหาแต่ แมรี่
จึงขอความช่วยเหลือจากนักสืบรายหนึ่ง
แต่นักสืบรายนี้กลับจ้องครองใจ แมรี่ เสียเอง ทำให้ถึงเวลาที่ เท็ด
จะต้องออกตามหา และพิชิตใจเธอมาครอบครองให้ได้
There’s Something About Mary หรือ
มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ จัดเป็นหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ ที่แหวกแนวเรื่องหนึ่ง
เพราะหนังมาพร้อมความรักในมุมมองที่ไม่ค่อยพบเห็นสักเท่าไร
พร้อมมุขตลกสัปดน
บวกกับตลกท่าทางที่กระจายอยู่ตลอดแทบทั้งเรื่อง
นั่นทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หนังเรื่องอื่นไม่อาจเลีนแบบได้
ตัวหนังเองก็ดำเนินเรื่องด้วยความสนุกสนาน
มีมุขตลกฮาบวกบทตลกร้ายยิงใส่ผู้ชมเป็นระยะ
พร้อมเผยให้เห็นความสัมพันธ์และความรู้สึกของตัวละครเอกทั้งสองไปพร้อมกัน
นอกจากนี้หนังยังนำเสนอเรื่องของชายคนหนึ่งที่หลงรักผู้หญิงคน
เดียวมานานแสนนาน พร้อมกับความจริงที่ว่า ใครที่ได้อยู่ใกล้
แมรี่ ก็ล้วนต้องตกหลุมรักเธอทุกราย ทำให้ตัวละคร เท็ด
พร้อมทั้งผู้ชมเอง ต่างก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจ
และร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน

ขณะเดียวกันก็ต้องชมนักแสดงในเรื่องด้วย
เพราะถือว่ามีส่วนอย่างมากที่ทำให้ There’s Something About Mary
หรือ มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ ดูมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะ
คาเมร่อน ดิแอ๊ซ ในบท แมรี่ ที่เล่นได้สวยใส น่ารัก ดูมีเสน่ห์
โดยรวมแล้ว There’s Something About Mary หรือ มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่
จัดเป็นหนังตลกที่หยิบมาดูกี่ครั้งก็ยังดูสนุกเรื่องหนึ่ง
เพราะนอกจากนักแสดงฝีมือดี และมุขตลกเด็ดๆ แล้ว
หนังยังมีเพลงประกอบไพเราะที่ฟังเพลินพ่วงมาอีกด้วย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ There’s Something About
Mary หรือ มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่
จะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 370 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้ทุนสร้างเพียง 23 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
สุดท้ายแม้ There’s Something About Mary หรือ
มะรุมมะตุ้มรุมรักแมรี่ จะไม่มีรางวัลใดๆ มาประดับบารมี
แต่คุณภาพของหนังตลอด 119 นาที
ก้ดีพอให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดทำเนียบท็อป 100 ของฮอลลีวู้ด
ในสาขาคอมเมดี้…

รีวิว หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ

หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ ภาคสุดท้ายที่จะปิดฉากแฟรนไชน์หนังภาคต่อที่มีมากว่า 10 ปี 
ซึ่งผู้กำกับ พชร์ อานนท์ คอนเฟิร์มแล้วจะว่าไม่มีการสร้างภาคต่ออีกแน่นอน
หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ ในภาคนี้นั้นว่าด้วยเรื่องราวของบรรดาเจ๊ๆ
ในหอพักแห่งใหม่ ซึ่งคราวนี้คู่ปรับคนเดิมอย่าง พยูน 
ก็กลับตัวกลับใจเป็นคนดีมาร่วมภารกิจการชิงคฤหาสน์หลังใหญ่ของเศรษฐีชาวอินเดีย 
แล้วก็ยังได้ร่วมเอาใจช่วยไปกับการปฏิบัติตัวเป็นผีที่ดีของ แพนเค้ก เพื่อจะได้ไปเกิดใหม่ 
ถือว่าแฟรนไชน์ภาพยนตร์ หอแต๋วแตก 
ชอบรวมเอาเรื่องราวที่ฮิตกระแสอันเป็นข่าวหรือเหตุการณ์ที่โด่งดังมาใส่ในภาพยนตร์ตั้งแต่ภาคแรกๆแล้ว 
โดยในภาคนี้ก็ยังคงจับกระแสทันโลก มีการล้อเลียนเรื่องราวต่างๆ
แต่การเล่าเรื่องนั้นค่อนข้างซ้ำซาก ไม่แตกต่างจากภาคก่อนๆ
เหมือนภาคแรกจะสนุกกว่าเลยล่ะ แต่ยังไงหลายคนก็ตั้งใจดูภาคนี้นะ 
เพราะมันเป็นภาคสุดท้ายนั่นเอง ในภาคนี้นักแสดงก็ยังคงความเยอะไว้เหมือนเดิม 
บางคนก็มาช่วยสร้างสีสัน แต่อีกหลายคนก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยด้วยซ้ำ 
แต่ว่าอย่างว่าแหละโดยรวมแล้วก็ทำให้หนังเดินไปได้แบบน่าดูเลยทีเดียวล่ะ
งานที่สร้างจาก พชร์ อานนท์ ค่อนข้างจะมีพัฒนาการที่ดี 
แต่ก็ค่อนข้างหงุดหงิดไปกับเรื่องของ CGI พอสมควร คงต้องพัฒนาเรื่องนี้ใหม่ 
อย่างไรก็จะติดตามดูในเรื่องหน้าต่อไปว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง 
ใครเป็นแฟนหอแต๋วแตกก็ไม่ควรพลาดในเรื่องนี้ เพราะเป็นภาคสุดท้ายแล้วล่ะ 
ใครไม่ชอบหนังซับซ้อน และชอบมุกตลกสไตล์นี้ก็น่าจะดูกันนะ 
รับรองประกันว่าคุณจะต้องรู้สึกชื่นชอบแน่ๆ กับหนังตลกสบายๆที่ได้สรรสร้างความบันเทิง…

เรื่องย่อ Mary Poppins Returns

ภาคต่อในรอบ 54 ปีของ Mary Poppins (1964)
ภาพยนตร์ชิงออสการ์ 13 สาขาและบทบาทการแสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกของ Julie Andrews
รับไม้ต่อในบท Mary Poppins โดย Emily Blunt กำกับโดย Rob Marshall
ผู้กำกับหนังที่คว้าภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Chicago (2002)
เป็นเรื่องที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ
ที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเลย ลองดูเรื่อง Chicago สิ รับรองเลยว่า 
คุณนั้นจะเข้าใจมายิ่งขึ้นว่าทำไมเรื่องนี้ถึงถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีนัก 
เพราะว่าได้ผู้กำกับฝีมือดีนั่นเอง อย่างไรก็ตามก็ยังบอกอะไรไม่ได้มาก ถ้ายังไม่ได้ดู 
ดังนั้นใครว่างก็ควรต้องดูเลย เพราะเชื่อว่าหนังเรื่องนี้จะทำให้คุณนั้นยิ้มได้แน่ๆ
เรื่องย่อ Mary Poppins Returns
เล่าเรื่องราว 25 ปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก ท่ามกลางยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ แมรี่ ป๊อปปิ้นส์
ได้กลับมาเยี่ยม เจน กับ ไมเคิล แบงก์ เด็ก
ที่แมรี่เคยดูแลหลังทั้งคู่เผชิญหน้ากับการสูญเสียบุคคลสำคัญของครอบครัว ซึ่ง แมรี่ ป๊อปปิ้นส์
ต้องร่วมมือกับเพื่อนใหม่อย่าง แจ็ค หาทางช่วยให้พวกเขาค้นพบความสุขที่หายไปอีกครั้งหนึ่ง 
เพราะการสูญเสียคนที่รักไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจได้อย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เวลา 
แล้วก็การที่พวกเรานั้นได้เจอกับผู้ที่ต้องการเจอก็จะสามารถช่วยให้ความเศร้านั้นคลายลงได้บ้าง
ใครชอบหนังแนวครอบครัวล่ะก็ ลองดูเรื่องนี้สิ รับรองไม่ผิดหวังเลยล่ะ ภาพสวย 
ดนตรีก็คลาสสิคมากมายพูดได้ว่าตอบปัญหาคนชอบดูหนังเลยแม้กระนั้นบางครั้งก็อาจจะมองเก่าๆไปบ้างนะ 
เพราะเป็นหนังยุคเก่าแต่ว่ารับรองว่าไม่น่าเบื่อแน่ เป็นหนังที่ดูได้ทุกเพศทุกวัยแน่นอน 
แล้วก็ตอนแรกจะฉายตั้งแต่ต้นปีแต่ตอนนี้เลื่อนมาปลายปีแล้ว 
ใกล้วันคริสต์มาสพอดี เพราะฉะนั้นถ้าไม่ดูไม่ได้แล้ว

เรื่องย่อ Mortal Engines

Mortal Engines เล่าเรื่องราวหลายพันปี
หลังจากที่อารยธรรมถูกทำลายโดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลียุค
มนุษย์ได้ปรับตัวและวิถีชีวิตใหม่ได้พัฒนาขึ้น
ขณะนี้เมืองเคลื่อนที่ขนาดใหญ่กำลังตระเวนท่องโลก
และไล่ล่าเมืองที่เล็กกว่า ทอม นัทส์เวิร์ธธี (โรเบิร์ต ชีแฮน)
ซึ่งมาจากระดับล่างของเมืองเคลื่อนที่ของลอนดอน
เขาพบว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออยู่รอด
หลังจากเผชิญกับผู้ลี้ภัยสุดอันตราย เฮสเตอร์ ชอว์ (เฮรา ฮิลมาร์) สองตนต่างขั้ว
ซึ่งมีเส้นทางที่ไม่บรรจบกัน ได้สร้างพันธมิตรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
ที่จะเปลี่ยนอนาคตของโลกใบนี้ไปด้วยกัน
หนังเรื่องนี้กำกับการแสดงโดยคริสเตียน ริเวอร์ส
ซึ่งได้นำบทหนังของแจ็คสัน ,ฟราน วอลช์ และฟิลิปปา บอเยนส์
มาสร้าง โดยหนัง Mortal Engines
ได้ดัดแปลงจากนิยายของฟิลิป รีฟ มีนิยายแปลเป็นไทยในชื่อ
“สมรภูมิล่าเมือง” บอกเล่าเรื่องราวของโลกอนาคตอันล่มสลาย เมืองต่างๆ
ได้กลายสภาพเป็นเมืองจักรกลติดล้อ แล้วออกไล่ล่ากินเมืองที่อ่อนแอกว่า
เอาทรัพยากรจากเมืองพวกนั้นมาเป็นของตนเอง
จับประชาชนในเมืองที่อ่อนแอกว่ามาเป็นทาส ฯลฯ ซึ่งต้องบอกเลยว่า
ในหนังสือถ่ายทอดไว้ได้ดีมากๆพอออกมาเป็นหนังก็ทำให้ยิ่งอยากดูไปใหญ่เลยล่ะ
ว่าจะมีความเหมือนหรือต่างจากหนังสือมากแค่ไหน ตรงกับที่เรานั้นจินตนาการไว้หรือเปล่า
โดยหนังมีตัวเอก คือ ร็อบบี้ ชีแฮน จะรับบทนำเป็นทอม แนตส์เวิร์ทธี
และหนังยังมีนักแสดงสมทบได้แก่ ฮิวโก วีฟวิ่ง, โรแนน ราฟเตอรี ฯลฯ
ใครที่ชอบเรื่องจักรกลผจญภัยอย่างนี้ไม่ควรพลาดเลย หนังจะเข้าฉายในไทย
วันที่ 13 ธ.ค.นี้ เพราะฉะนั้นเตรียมตีตั๋วไปพบกับความสนุกเร้าใจกันได้เลย
ใครไปดูมาแล้วก็มาอัพเดตให้ฟังบ้าง…

รีวิว Ralph Breaks the Internet : Wreck-It Ralph 2

ราล์ฟ วายร้ายจอมทำลายล้าง และเพื่อนรักนักซิ่งอย่างยัยว้อบแว้บ วาเนลโลเป้
ออกผจญภัยทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อหาองค์ประกอบสำคัญของเกมรถแข่ง Sugar Rush ที่หายไป
ซึ่งทั้งสองจำเป็นต้องขอร้องจากชาวเน็ตในการนำทางในโลกไซเบอร์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
รวมทั้งตามหา เยสสส ผู้สร้างแล้วก็เจ้าของเว็บไซต์ยอดฮิต BuzzTube อีกด้วย
6ปีหลัง Wreck It Ralph (2012)
การกลับมาของภาคต่อที่พ่วงคำว่า Breaks The Internet
ในคราวนี้นอกจากการขยายโลกจากเครือข่ายตู้เกมอาร์เคตไปสู่โลกอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงคนดูแบบใหม่ๆ
ได้ง่ายขึ้นแล้ว การให้ราล์ฟและเวเนโลปีนำเราสู่โลกออนไลน์ ยังเป็นการให้โอกาสให้นำ “สินทรัพย์”
ระดับพันล้านของดิสนีย์กลับมามีชีวิตในยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน
ก็เลยไม่แปลกที่หนังภาคนี้จะมีสถานะไม่ต่างจากหนังฟอร์มยักษ์ที่มุ่งขายมหาชนกันแบบแทบทุกกลุ่มชน
ซึ่งถือเป็นก้าวที่ชาญฉลาดมากเพราะแม้ตัวหนังจะไม่ได้มีพัฒนาการด้านเรื่องราวไปมากกว่าหนังภาคแรก
นักแต่ก็ต้องยอมรับว่าการได้เห็นศิลปินรับเชิญจากดิสนีย์ก็ทำให้คิดถึงวันวานได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเจ้าฟ้าหญิงดิสนีย์ 14 องค์ที่โชว์ของอย่างเต็มที่ ดูแล้วสนุกมาก
และก็ยังมีการจำลองแอฟดังๆมาเทียบเคียงกะโลกความจริง แถมด้วยไวรัสทำลายระบบด้วย มันน่าสนใจจริงๆอ่ะ
Wreck-It Ralph 2 ได้ ทีมให้เสียงพากย์ชุดเดิมอย่าง จอห์น ซี. ไรลีย์ (John C. Reilly)
และซาราห์ ซิลเวอร์แมน (Sarah Silverman) เป็น ราล์ฟ
และวาเนลโลเป้ และ ทาราจี พี. เฮนสัน (Taraji P. Henson)
ให้เสียงตัวละครใหม่ชื่อเยสสส โดยหนังได้ผู้กำกับจากภาคแรกอย่าง ริช มัวร์ (Rich Moore)
กำกับร่วมกับ ฟิล จอห์นสตัน (Phil Johnston)
หนังอนิเมชั่นที่สนุกมากๆรับรองว่าโดนใจทุกเพศทุกวัยแน่นอน คอหนังแนวนี้ไม่ควรพลาดเด็ดขาด…

รีวิว – The Travelling Cat Chronicles – ผม แมว และการเดินทางของพวกเรา

ขึ้นชื่อว่าหนังญี่ปุ่น ก็ชอบทำให้ซาบซึ้ง พยายามบีบคั้นน้ำตาพวกเราอยู่ตลอดๆ
รวมทั้ง The Travelling Cat Chronicles ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้พวกเราน้ำตาซึมได้ด้วยเหมือนกัน
หนังเกี่ยวกับเรื่องราวของความผูกพัน ความสัมพันธ์ ระหว่างแมวชื่อ “นานะ”
แล้วก็เจ้าทาสชื่อ “ซาโตรุ” เมื่อเขามีความสำคัญที่เลี้ยงนานะต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาก็เลยออกเดินทางตามหาคนที่เหมาะสมจะเลี้ยงมัน
แต่ระหว่างทางทำให้เขาได้นึกถึงเรื่องราว ระลึกถึงอดีต มิตรภาพ และความรัก
ดูจากตัวอย่างคงพอจะเดากันได้แล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลกเฮฮาแน่ๆ
มันเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ที่ระยะแรกของหนังจะพาพวกเราไปรู้จักกับนานะ แล้วก็ทาสที่ชื่อ ซาโตรุ
โดยจะมีการเล่าย้อนอดีตให้พวกเราฟัง ให้เห็นถึงความน่ารักของเจ้าแมวตัวนี้ ซึ่งมันจะค่อยๆ
ทวีความน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าแมวตัวนี้ไปเรื่อยๆโดยในช่วงแรกหนังค่อนข้างจะดำเนินเรื่องย้อนอดีตได้น่ารำคาญรวมทั้งช้ามาก
มากถึงมากที่สุด ซึ่งเข้าใจแหละส่วนนี้ต้องการให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวพระเอกกับเพื่อนๆกับคนรู้จัก แต่มันช้าไป
ช้าจนถึงแทบง่วงนอนเลย รวมทั้งหนังจะเดินเรื่องอย่างงั้นตัดสลับปัจจุบันตลอดครึ่งช่วงแรก จนพวกเราเกือบจะลืมเรื่องราวปัจจุบันนี้ไปเลย
กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ก็ปาไปครึ่งเรื่อง แต่หนังมันเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและสนุกสนานตรงนี้ล่ะ
หนังเริ่มกลับมาโฟกัสกับเรื่องราวปัจจุบัน เราจะได้มองเห็นความสัมพันธ์และก็ความน่ารักน่าเอ็นดูของนานะกับซาโตรุมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนานะนี่แหละ ซึ่งมันแสดงได้เก่งมาก มันแสดงได้ตรงกับเหตุการณ์ตรงหน้าและเสียงพากย์ตรงนั้น
แน่ๆว่าจะชมแมวอย่างเดียวก็ไม่ถูก จะต้องดูทีมงานทุกคน ที่ทำให้มันออกมาในรูปแบบนั้นได้ หลายๆ
ฉากก็น่าเหลือเชื่อว่ามันเล่นออกมาได้ขนาดนั้นเลยหรอ เจ้านานะ มันบางทีอาจได้รางวัล
“นักแสดงนำแมวยอดเยี่ยม” ก็เป็นไปได้ (ถ้ามันมีนะ) หนังทำให้เราเชื่อความสัมพันธ์และความผูกพันของ
นานะกับซาโตรุได้ดีเลยทีเดียว เราเชื่อแบบเชื่อจริงๆเลยว่าทั้งคู่รักกัน ซึ่งฉากที่พวกเขามีความสุขเราก็ยิ้ม
แล้วก็ฉากที่พวกเขาทุกข์พวกเราก็เศร้าใจ เจ็บปวดไปตามๆกัน
ยิ่งฉากพีคๆเล่นเอาพวกเราจุกๆน้ำตาซึมได้เลย ถึงแม้มันจะเป็นการแสดงของสัตว์ก็ตาม
สรุปคือหนังเรื่องนี้ เซอร์วิสทาสแมวไม่ใช่น้อย ดูแล้วหมั่นเขี้ยวชะมัด
ประเด็นดราม่าก็ทำได้ดีและอินกับมันไม่ใช่น้อย ดูจบแล้วอยากกลับกอดแมวทุกตัวที่เจอกลางทางกลับบ้านเลยทีเดียว…

Just a Breath Away

หนัง Just a Breath Away
พูดถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส
ใจกลางกรุงปารีส เมื่อมีหมอกร้ายปริศนาเข้ามาปกคลุมและนำมาซึ่งการทำให้หลายชีวิตจะต้องจบลง
แต่มีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งลูกต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้ว
ทำให้พ่อรวมทั้งแม่ต้องหาทางช่วยลูกออกมาจากหลอดนั้น
แถมรวมทั้งยังต้องหนีจากหมอกมรณะในคราวนี้อีกด้วย
เป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ลูกของพวกเขาเป็นโรคเบอร์เกอร์จะต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้วทั้งชีวิต
แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น
ได้เกิดหมอกมรณะทั่วกรุงปารีสผู้ใดที่สูดกลิ่นเข้าไปก็จะเสียชีวิตในทันทีทันใด
ทำให้พวกเขาต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้เลย
ขณะนี้เหมือนจะเห็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสมาฉายในบ้านพวกเรามากเพิ่มขึ้น
แล้วก็ทำได้ดีมากด้วย และยิ่งได้เห็นตัวอย่างกับเรื่องย่อของเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก
ต้องบอกว่าดูแล้วไม่ผิดหวัง หนังดำเนินเรื่องแบบตรงๆไม่มีการปูเรื่องอะไร
พูดถึงเรื่องหมอกมรณะมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลย จังหวะลุ้นก็ทำออกมาได้ดี
และเป็นหนังที่ว่าใครสูดหมอกนี้ไปต้องตายในทันที ก็เรียกว่าจะทำอะไรก็ต้องกลั้นหายใจไปด้วย
แล้วก็เราก็ลุ้นตามเลย ส่วนเรื่องดราม่าในหนังก็ทำให้เราน้ำตาตกได้เช่นกันนะ
ถึงแม้ว่าฉากชวนลุ้นจะทำได้ดี แต่ว่าจุดพีคมันยังไม่สุด
เพราะว่าหนังก็คลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วเกินไป
อีกทั้งหนังยังไม่ได้บอกถึงเหตุผลหลายอย่างของบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าทำไมต้องเป็นอย่างไร
ทำให้หนังเดาทางง่ายไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่น่าดูนะ
ใครเบื่อแนว Fantastic Beasts ก็ลองดูหนังแนวนี้ดูรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ๆ…