เดือน: พฤศจิกายน 2018

รีวิว Ralph Breaks the Internet : Wreck-It Ralph 2

ราล์ฟ วายร้ายจอมทำลายล้าง และเพื่อนรักนักซิ่งอย่างยัยว้อบแว้บ วาเนลโลเป้
ออกผจญภัยทั่วทั้งโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อหาองค์ประกอบสำคัญของเกมรถแข่ง Sugar Rush ที่หายไป
ซึ่งทั้งสองจำเป็นต้องขอร้องจากชาวเน็ตในการนำทางในโลกไซเบอร์ที่พวกเขาไม่คุ้นเคย
รวมทั้งตามหา เยสสส ผู้สร้างแล้วก็เจ้าของเว็บไซต์ยอดฮิต BuzzTube อีกด้วย
6ปีหลัง Wreck It Ralph (2012)
การกลับมาของภาคต่อที่พ่วงคำว่า Breaks The Internet
ในคราวนี้นอกจากการขยายโลกจากเครือข่ายตู้เกมอาร์เคตไปสู่โลกอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงคนดูแบบใหม่ๆ
ได้ง่ายขึ้นแล้ว การให้ราล์ฟและเวเนโลปีนำเราสู่โลกออนไลน์ ยังเป็นการให้โอกาสให้นำ “สินทรัพย์”
ระดับพันล้านของดิสนีย์กลับมามีชีวิตในยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน
ก็เลยไม่แปลกที่หนังภาคนี้จะมีสถานะไม่ต่างจากหนังฟอร์มยักษ์ที่มุ่งขายมหาชนกันแบบแทบทุกกลุ่มชน
ซึ่งถือเป็นก้าวที่ชาญฉลาดมากเพราะแม้ตัวหนังจะไม่ได้มีพัฒนาการด้านเรื่องราวไปมากกว่าหนังภาคแรก
นักแต่ก็ต้องยอมรับว่าการได้เห็นศิลปินรับเชิญจากดิสนีย์ก็ทำให้คิดถึงวันวานได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเจ้าฟ้าหญิงดิสนีย์ 14 องค์ที่โชว์ของอย่างเต็มที่ ดูแล้วสนุกมาก
และก็ยังมีการจำลองแอฟดังๆมาเทียบเคียงกะโลกความจริง แถมด้วยไวรัสทำลายระบบด้วย มันน่าสนใจจริงๆอ่ะ
Wreck-It Ralph 2 ได้ ทีมให้เสียงพากย์ชุดเดิมอย่าง จอห์น ซี. ไรลีย์ (John C. Reilly)
และซาราห์ ซิลเวอร์แมน (Sarah Silverman) เป็น ราล์ฟ
และวาเนลโลเป้ และ ทาราจี พี. เฮนสัน (Taraji P. Henson)
ให้เสียงตัวละครใหม่ชื่อเยสสส โดยหนังได้ผู้กำกับจากภาคแรกอย่าง ริช มัวร์ (Rich Moore)
กำกับร่วมกับ ฟิล จอห์นสตัน (Phil Johnston)
หนังอนิเมชั่นที่สนุกมากๆรับรองว่าโดนใจทุกเพศทุกวัยแน่นอน คอหนังแนวนี้ไม่ควรพลาดเด็ดขาด…

Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ

Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ ว่าด้วยเรื่องราวที่ไม่ได้รับการเปิดเผยสุดทึ่งของ
แคทเธอรีน จอห์นสัน รับบทโดย ทาราจิ พี. เฮนสัน (Taraji P. Henson), โดโรธี วอห์น
รับบทโดย ออกเตเวีย สเปนเซอร์ (Octavie Spencer) และ แมรี แจ็คสัน รับบทโดย จาเนล
โมเน (Janelle Monáe) สาวแอฟริกันอเมริกันผู้ชาญฉลาดที่ทำงานให้ NASA
โดยทำหน้าที่เป็นผู้ระดมสมองในภารกิจที่ยิ่งใหญ่สุดแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือ
การส่งมนุษย์อวกาศ จอห์น เกล็นน์ รับบทโดย เกลน โพเวล (Glen Powell) เข้าสู่วงโคจร
ซึ่งความสำเร็จนี้จะสร้างความเชื่อมั่นของคนในประเทศให้กลับคืนมา
โดยต้องเดินทางรอบ Space Race และเปลี่ยนแปลงโลก
หญิงสาวผู้ชาญฉลาดได้ก้าวข้ามผ่านทุกเพศและทุกเชื้อชาติ
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่าง ๆ คิดฝันการใหญ่

จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คงต้องยกให้นักแสดงนำทั้งสามคน ได้แก่ ทาราจิ พี.
เฮนสัน, ออกเตเวีย สเปนเซอร์ และ จาแนล โมเน
ที่แค่ฉากแรกก็สร้างรอยยิ้มต้อนรับผู้ชมได้เป็นอย่างดี
และทั้งสามคนนี้ก็กลายเสาหลักให้ภาพยนตร์มีความน่าสนใจตลอดทั้งเรื่อง
ด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไปกลายเป็นสามสาวสามสไตล์ที่สนิทกัน
แม้ว่าเส้นเรื่องของภาพยนตร์จะเน้นหนักไปที่ ทาราจี พี. เฮนสัน ที่สวมบทบาทเป็น
แคทเธอรีน จอห์นสัน
แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวของเพื่อนอีกสองคนก็ไม่ได้ถูกลดทอนลงไป
แต่ละคนต่างมีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาให้ชมอย่างเท่าเทียมกัน

เหตุการณ์ในภาพยนตร์เกิดขึ้นในยุคที่สหรัฐอเมริกายังคงให้ความสำคัญกับเรื่องสีผิว
และเพศเป็นหลัก ดังนั้น ภาพยนตร์แทบทั้งเรื่องได้แตะประเด็นนี้ตลอดเวลา
ซึ่งแน่นอนว่าสาว ๆ
ทั้งสามเสมือนเป็นพลเมืองชั้นที่สองหรือสามของประเทศแห่งเสรีภาพนี้ไปโดยปริยาย
ระหว่างที่ชมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐฯ จริง ๆ

ใช่หรือไม่ อาทิ การแยกห้องน้ำระหว่างคนผิวขาวและผิวสี
การแบ่งแยกห้ามใช้จักรยานส่วนรวมร่วมกัน
การแบ่งแยกห้ามใช้เครื่องชงกาแฟร่วมกัน การแบ่งแยกการใช้ห้องสมุด
การแบ่งแยกการเข้าเรียนในสถานศึกษา และอีกนานัปการที่จะจินตนาการได้
ซึ่งความรู้สึกของคนผิวสีที่ต้องใช้ชีวิตในลักษณะนี้ก็สามารถส่งผ่านมาถึงผู้ชม
และเชื่อได้ว่าในโลกความเป็นจริง
สิ่งที่คนผิวสีต้องเผชิญน่าจะรุนแรงต่อจิตใจมากกว่าที่เห็นอย่างแน่นอน

โดยส่วนตัวแล้ว ฉากที่พีคที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากที่ เควิน คอสต์เนอร์ (Kevin Costner)
รับบทเป็น อัล แฮร์ริสัน ระดับหัวหน้าปฏิบัติการเดินถือฆ้อนไปที่หน้าห้องน้ำหญิง
และทุบป้ายที่ระบุว่า Colored Ladies Room ทิ้ง
ซีนนี้แทบไม่ต้องใช้เพลงช่วยบิ้วอารมณ์แต่อย่างใด
แต่น้ำตากลับรื้นและไหลออกมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ถือเป็นอีกหนึ่งฉากที่ทรงพลังและได้ใจที่สุดในภาพยนตร์ที่ทำให้เห็นว่าการกำแพงที่
แบ่งแยกระหว่างคนสองผิวสีเริ่มพลังทลายลง
และทำให้คนสองสองผิวสีได้พูดคุยกันในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกันอย่างที่มันควรจะเ
ป็น

ภาพยนตร์ไม่ได้เน้นไปที่ทฤษฎีใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่ภาพยนตร์โฟกัสไปที่เรื่องราวของทั้งสามสาวดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ดังนั้น
หากใครคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะต้องเข้าใจยาก
หรือต้องมีพื้นความรู้เกี่ยวกับอวกาศก่อนเข้าไปดูหรือไม่ แทบไม่มีความจำเป็นเลย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับให้เด็กสายวิทย์ที่คิดจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
นักคณิตศาสตร์ หรือปัญญาชนไอคิวสูงเข้าไปชม
แต่ได้เปิดประตูให้ทุกคนที่ต้องการแรงบันดาลใจในชีวิตเข้าไปชมมากกว่า

จากข่าวก่อนหน้านี้ที่หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ออกเตเวีย สเปนเซอร์
ถึงกับออกเงินปิดโรงภาพยนตร์และเปิดโอกาสให้ผู้คนที่มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ด้อ

ยโอกาสเข้าไปชมนั้น (ออกเตเวีย สเปนเซอร์ เหมาโรงฉาย Hidden Figures
ให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าชม)
ในตอนแรกก็ไม่คิดว่าภาพยนตร์จะมีพลังอะไรที่สร้างกำลังใจให้ขนาดนั้นหรือไม่อย่า
งไร แต่หลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วก็รู้สึกได้เรียนรู้ ได้เติมเต็ม
และได้แง่คิดหลายอย่างจากผู้หญิงสามคนนี้จริง ๆ

แคทเธอรีน จอห์นสัน
อดทนอดกลั้นต่อทุกแรงกดดันในหน้าที่การงานจนพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่าตัวเธอนั้นมีดีม
ากกว่าสีผิวและเพศ โดโรธี วอห์น ตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตัวเอง
รวมไปถึงดูแลรับผิดชอบงานให้กับลูกทีมคนอื่น ๆ โดยไม่ทิ้งกัน
แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นหัวหน้าก็ตาม แมรี แจ็คสัน
เจอข้อจำกัดเรื่องสีผิวและเพศกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่สามารถทำให้เธออยู่ในตำ
แหน่งงานที่อยากจะทำได้ ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
หาหนทางทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเองตามกติกาที่ฝ่ายบุคคลได้ตั้งไว้
เมื่ออัจฉริยะไม่เกี่ยวกับชนชาติ ความเข้มแข็งไม่ได้ดูที่เพศ
และความกล้าหาญนั้นไร้ขีดจำกัด
ทั้งหมดทั้งมวลที่ได้กล่าวมานี้คือแรงสำคัญที่สร้างสรรค์กำลังใจให้กับทุกคนได้ดียิ่ง…

รีวิว – The Travelling Cat Chronicles – ผม แมว และการเดินทางของพวกเรา

ขึ้นชื่อว่าหนังญี่ปุ่น ก็ชอบทำให้ซาบซึ้ง พยายามบีบคั้นน้ำตาพวกเราอยู่ตลอดๆ
รวมทั้ง The Travelling Cat Chronicles ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้พวกเราน้ำตาซึมได้ด้วยเหมือนกัน
หนังเกี่ยวกับเรื่องราวของความผูกพัน ความสัมพันธ์ ระหว่างแมวชื่อ “นานะ”
แล้วก็เจ้าทาสชื่อ “ซาโตรุ” เมื่อเขามีความสำคัญที่เลี้ยงนานะต่อไปไม่ได้แล้ว
เขาก็เลยออกเดินทางตามหาคนที่เหมาะสมจะเลี้ยงมัน
แต่ระหว่างทางทำให้เขาได้นึกถึงเรื่องราว ระลึกถึงอดีต มิตรภาพ และความรัก
ดูจากตัวอย่างคงพอจะเดากันได้แล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลกเฮฮาแน่ๆ
มันเป็นหนังดราม่าเคล้าน้ำตา ที่ระยะแรกของหนังจะพาพวกเราไปรู้จักกับนานะ แล้วก็ทาสที่ชื่อ ซาโตรุ
โดยจะมีการเล่าย้อนอดีตให้พวกเราฟัง ให้เห็นถึงความน่ารักของเจ้าแมวตัวนี้ ซึ่งมันจะค่อยๆ
ทวีความน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าแมวตัวนี้ไปเรื่อยๆโดยในช่วงแรกหนังค่อนข้างจะดำเนินเรื่องย้อนอดีตได้น่ารำคาญรวมทั้งช้ามาก
มากถึงมากที่สุด ซึ่งเข้าใจแหละส่วนนี้ต้องการให้เห็นความสัมพันธ์ของตัวพระเอกกับเพื่อนๆกับคนรู้จัก แต่มันช้าไป
ช้าจนถึงแทบง่วงนอนเลย รวมทั้งหนังจะเดินเรื่องอย่างงั้นตัดสลับปัจจุบันตลอดครึ่งช่วงแรก จนพวกเราเกือบจะลืมเรื่องราวปัจจุบันนี้ไปเลย
กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ก็ปาไปครึ่งเรื่อง แต่หนังมันเริ่มเข้ารูปเข้ารอยและสนุกสนานตรงนี้ล่ะ
หนังเริ่มกลับมาโฟกัสกับเรื่องราวปัจจุบัน เราจะได้มองเห็นความสัมพันธ์และก็ความน่ารักน่าเอ็นดูของนานะกับซาโตรุมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนานะนี่แหละ ซึ่งมันแสดงได้เก่งมาก มันแสดงได้ตรงกับเหตุการณ์ตรงหน้าและเสียงพากย์ตรงนั้น
แน่ๆว่าจะชมแมวอย่างเดียวก็ไม่ถูก จะต้องดูทีมงานทุกคน ที่ทำให้มันออกมาในรูปแบบนั้นได้ หลายๆ
ฉากก็น่าเหลือเชื่อว่ามันเล่นออกมาได้ขนาดนั้นเลยหรอ เจ้านานะ มันบางทีอาจได้รางวัล
“นักแสดงนำแมวยอดเยี่ยม” ก็เป็นไปได้ (ถ้ามันมีนะ) หนังทำให้เราเชื่อความสัมพันธ์และความผูกพันของ
นานะกับซาโตรุได้ดีเลยทีเดียว เราเชื่อแบบเชื่อจริงๆเลยว่าทั้งคู่รักกัน ซึ่งฉากที่พวกเขามีความสุขเราก็ยิ้ม
แล้วก็ฉากที่พวกเขาทุกข์พวกเราก็เศร้าใจ เจ็บปวดไปตามๆกัน
ยิ่งฉากพีคๆเล่นเอาพวกเราจุกๆน้ำตาซึมได้เลย ถึงแม้มันจะเป็นการแสดงของสัตว์ก็ตาม
สรุปคือหนังเรื่องนี้ เซอร์วิสทาสแมวไม่ใช่น้อย ดูแล้วหมั่นเขี้ยวชะมัด
ประเด็นดราม่าก็ทำได้ดีและอินกับมันไม่ใช่น้อย ดูจบแล้วอยากกลับกอดแมวทุกตัวที่เจอกลางทางกลับบ้านเลยทีเดียว…

รีวิว Blumhouse

บางบุคคลบอกว่าหนังประเด็นนี้ห่วยแตกมากๆคิดว่าไม่เท่าไรนะ
เพียงแค่ไม่หวือหวามากมายเพียงเท่านั้น ก็เลยลองเช่ามาดู อืมก็ดีนี่นา
คือเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปพักร้อนที่ประเทศเม็กซิโก
และมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งชวนไปเล่นเกท Truth or Dare ในโบสถ์แห่งหนึ่ง
แต่ว่าพอพวกเขากลับบ้านเกมนั้นมันไม่หยุด
มันยังก้าวเดินต่อไปแล้วก็ทุกคนจำเป็นต้องเลือกว่า Truth หรือ Dare ถ้าไม่เลือกหรือไม่เล่นจะต้องตาย
สำหรับเรื่องของการถ่ายทำ มุมกล้องสั่นมาก เหมือนกลับว่าไม่ได้ใช้ Stabilizer
เหมือนมุมกล้องหนังสั้นของนักศึกษาเลย แต่ยังดีทีมีหน้าฟิวเตอร์ที่ยิ้มหลอนๆดูแล้วขนหัวลุกอยู่เหมือนกัน
นักแสดงที่โดดเด่น คงจะเป็น Lucy Hale กับ Violett Beane
รู้สึกเล่นดีสุดละ คนอื่นไม่โดดเด่นเลย ส่วนบทหนังก็เก่ามากๆหนังไม่ซับซ้อนเลย
ดูไม่เครียด จุดไคลแม็กซ์ดูเว่อร์ดี แต่คนเขียนบทส่งเจตนาเกินว่าจะเอาคนไหนรอด
คนตายก็ตายไป แบบเหมือนเขียนกฎของเกมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆระหว่างเล่นอ่ะ
มองยัดเยียดไปหน่อยนึงอ่ะ หากปล่อยให้ลุ้นมั่งก็ดีดิ นี่แบบคนนี้ต้องตาย คนนั้นต้องรอดมันชัดเกินอ่ะ
สิ่งที่จะแนะนำคือ อย่าคิดมาก ดูๆไปมันก็ไม่เหนื่อยขนาดนั้นดูจนจบได้ สรุปคือ
หนังที่ดูได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อจนทำให้คิดว่าคือนั่งดูได้เพลินๆหากคนไหนต้องการดูหนังที่ไปเรื่อยๆ
ไม่คิดมากแบบเรื่องนี้หรือใครต้องการเห็นหน้าหลอนๆมุมกล้องสั่นๆก็ลองไปเช่าดูได้ที่ iTunes
ซื้อในราคา 499 บาท แล้วก็เช่าในราคา 129 บาท Google Play ซื้อในราคา 400 บาท
และก็เช่าในราคา 160 บาทแนะนำว่าเช่าดูดีกว่าเนอะ ซื้อก็ราคาแอบแพงอยู่เหมือนกัน
รอเรื่องทีสนุกกว่านี้ดีกว่าค่อยตัดสินใจซื้อ ดีกว่านะ…

Just a Breath Away

หนัง Just a Breath Away
พูดถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส
ใจกลางกรุงปารีส เมื่อมีหมอกร้ายปริศนาเข้ามาปกคลุมและนำมาซึ่งการทำให้หลายชีวิตจะต้องจบลง
แต่มีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งลูกต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้ว
ทำให้พ่อรวมทั้งแม่ต้องหาทางช่วยลูกออกมาจากหลอดนั้น
แถมรวมทั้งยังต้องหนีจากหมอกมรณะในคราวนี้อีกด้วย
เป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ลูกของพวกเขาเป็นโรคเบอร์เกอร์จะต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้วทั้งชีวิต
แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น
ได้เกิดหมอกมรณะทั่วกรุงปารีสผู้ใดที่สูดกลิ่นเข้าไปก็จะเสียชีวิตในทันทีทันใด
ทำให้พวกเขาต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้เลย
ขณะนี้เหมือนจะเห็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสมาฉายในบ้านพวกเรามากเพิ่มขึ้น
แล้วก็ทำได้ดีมากด้วย และยิ่งได้เห็นตัวอย่างกับเรื่องย่อของเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก
ต้องบอกว่าดูแล้วไม่ผิดหวัง หนังดำเนินเรื่องแบบตรงๆไม่มีการปูเรื่องอะไร
พูดถึงเรื่องหมอกมรณะมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลย จังหวะลุ้นก็ทำออกมาได้ดี
และเป็นหนังที่ว่าใครสูดหมอกนี้ไปต้องตายในทันที ก็เรียกว่าจะทำอะไรก็ต้องกลั้นหายใจไปด้วย
แล้วก็เราก็ลุ้นตามเลย ส่วนเรื่องดราม่าในหนังก็ทำให้เราน้ำตาตกได้เช่นกันนะ
ถึงแม้ว่าฉากชวนลุ้นจะทำได้ดี แต่ว่าจุดพีคมันยังไม่สุด
เพราะว่าหนังก็คลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วเกินไป
อีกทั้งหนังยังไม่ได้บอกถึงเหตุผลหลายอย่างของบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าทำไมต้องเป็นอย่างไร
ทำให้หนังเดาทางง่ายไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่น่าดูนะ
ใครเบื่อแนว Fantastic Beasts ก็ลองดูหนังแนวนี้ดูรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ๆ…

รีวิว Halloween : 40 ปีไม่สายที่จะล้างแค้น

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มีการสร้างภาคต่อมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ Halloween ที่ในเวอร์ชั่นปี 2018 ได้ เดวิด กอร์ดอน กรีน (David Gordon Green) และยังคงได้นักแสดงรุ่นเก๋า เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ที่เป็นนักแสดงหลักตั้งแต่ภาคแรก Halloween (1978), Halloween II (1981), Halloween H20: 20 Years Later (1998) และ Halloween: Resurrection (2002) จนมาถึงภาคล่าสุดที่จะเข้าฉายให้คอหนังบ้านเราได้ชมกันในสิ้นเดือนนี้ต้อนรับวันฮาโลวีนพอดิบพอดี

Halloween ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอว์รี สโตรด เผชิญหน้ากับ ไมเคิล ไมเออร์ส มนุษย์หน้ากากที่ออกล่าเธอ นับตั้งแต่ที่เธอหนีตายอย่างหวุดหวิดมาได้ในค่ำคืนฮาโลวีนเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังสยองขวัญแบบไล่เชือดฆ่าไม่ยั้งและติดตาม Halloween มาตั้งแต่ภาคแรกไม่ครพลาดชมภาคนี้แน่นอน เพราะจากที่เห็นในตัวอย่างที่ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความสะพรึงได้เป็นอย่างดี

แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ติดตามแฟรนไชส์ Halloween ทุกภาค แต่ก็พอจะได้รับรู้และเห็นความโหดอำมหิตของเจ้าฆาตกรต่อเนื่องคนนี้มานานนม และได้เตรียมใจไปพบกับความตื่นเต้นมาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ลีลาการตามล่าเหยื่อและจับมีดเชือดของ ไมเคิล ไมเออร์ส ก็ยังคงสร้างความหวาดผวาแก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่หนังจัดเรต R เราจึงได้เห็นการแทงแบบจะๆ แต่ก็ยังดีที่บางฉากเช่นการหักคอ ฉีกปาก ยังมีแค่เสียงให้ได้ยิน ถ้าได้เห็นภาพคงได้เป็นลมกันคาเบาะพอดี

ต้องยอมรับว่าหนัง Halloween ในภาคนี้ได้สร้างความสนุก ตื่นเต้น ครบรสกันแบบเกินคาดทีเดียว โดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกับหนังสยองขวัญสมัยก่อน แถมยังมีการสับขาหลอกให้คนดูอย่างเราได้ลุ้นกันแทบใจหาย (แต่ใครที่เป็นคอหนังแนวนี้น่าจะเดาทางกันถูก) และจัดหนักจัดเต็มกันแบบไม่มีออมมือกันเลย อีกทั้งเรายังได้เห็นตัวละครเก่าๆ ที่เคยมีบทบาทในภาคก่อนๆ ออกมาให้เห็นพอได้หายคิดถึงกันหลายต่อหลายตัว ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ก็ยังคงไว้ลายการแสดงได้ดีเหมือนเคย

เรียกได้ว่าในภาคนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังความหญิงออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านตัวละครของ 3 สาวต่างวัย เริ่มตั้งแต่ ลอว์รี สโตรด รับบทโดย เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) คุณยายสุดโหดที่ถ่ายทอดวิชาป้องกันตัวให้กับ แคเรน รับบทโดย จูดี เกรียร์ (Judy Greer) ผู้เป็นลูกสาวมาตั้งแต่ยังเด็ก ต่อด้วยรุ่นหลาน แอลลิสัน รับบทโดย แอนดี เมตติแชก (Andi Matichak) ที่แม้จะไม่โหดแต่ก็มีความอึด ทึก ทน ไม่แพ้ยายและแม่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแล้วแต่มีความเข้ากันกับยุคสมัยปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเพศหญิงซึ่งไม่ใช่เพศที่อ่อนแอและถูกรังแกอีกต่อไป…

รีวิว Viral ผีโทรศัพท์

การรวมตัวเล่นเกมผีออนไลน์ ส่งผลให้แตงถ่ายรูปติดผี
เธอและก็คิตตี้จึงรีบส่งให้เพื่อนคนอื่นดู แต่ท้ายที่สุดแล้วมันเปลี่ยนเป็นแพร่ระบาดความสยดสยอง
หนังผีไทยที่ผสมผสานเรื่องราวของสื่อโซเชียลของผู้กำกับหญิงใจความสนุกสนาน พงษ์สุวรรณ
ที่เคยทำหนังอย่าง โรงเรียนผี มาถ่ายทอดความเฮี้ยน ซึ่งหนังเรื่องที่แล้วก็ทำได้แบบน่าพอใจด้วย
เลยรู้สึกว่าหัวข้อนี้พวกเราคงจะมองเห็นความคิดใหม่ๆ
หนังได้คลื่นรุ่นใหม่ของ ทั้ง พลอย ศรนรินทร์ จ๋า สุธีธิดา อ๋อง ธนา แล้วก็ เบสท์ ณัฐสิทธิ์
แต่หนังยังใช้พลังของพลอยและเบสท์ได้ไม่เต็มศักยภาพนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของความเป็นมิตรระหว่าง พลอย กับ จ๋า ยังเล่นไม่ถึง
ซึ่งตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดที่หนังไม่สามารถ
ที่จะทำให้พวกเราเชื่อในตัวละครที่เป็นตัวละครเอกได้ มันก็ทำให้เรื่องมองแปร่งๆไปหมด
หนังมีใจความสำคัญสะท้อนสังคมผ่านผี ว่าด้วยเรื่องของการส่ง-รับเทคโนโลยีโซเชี่ยลมีเดีย
ความแพร่ไปอย่างรวดเร็วของข่าวสาร แต่ก็น่าเสียดายที่คำว่าไวรัสไม่ได้ถูกเอามาใช้เลย
มีเพียงบทสนทนาสั้นๆว่าใครได้รับภาพผีไปจะเป็นยังไงหว่า
ตัวละครหนึ่งที่ตายก็ดูเป็นเรื่องความบังเอิญมากกว่าผลของการส่งแชร์ไม่คิด
แถมหนังยังมีความไม่สมจริงมากทั้งเรื่องที่จะปราบผียังไง ยังส่งคำใบ้ไม่พอเลยดูไม่เนียน
จุดที่หนังทำได้อย่างยอดเยี่ยม คือ การสร้างบรรยากาศการเดินหาผีในความมืดมน
ที่ทั้งเสียงภาพ ฉาก ส่งให้ขนลุกเกรียวได้ และการใช้เกมเสมือนจริงในพื้นที่จริง ก็นับว่าแปลกใหม่พอควร
โดยเฉพาะระบบการเล่นแบบที่ผู้เล่นคนหนึ่งสร้างบ้านผีและจุดผีหลอก
ให้ผู้เล่นอีกคนเข้าไปเล่นและตามหาผ้ายันต์เพื่อจบเกม
ก็สามารถสร้างโมเม้นท์การแกล้งหรือทำลายมิตรภาพจอมปลอมของกันและกันได้ไม่ยาก
อีกทั้งเกมเออาร์ที่มาเจอผี การส่งต่อรูปผีที่ทำให้ผีไปตามหลอกหรือฆ่าตัวละครที่ได้รับ
ปมความขัดแย้งระหว่างเพื่อนที่ซ่อนลึกๆในใจซึ่งขยายพล็อตดราม่าได้เข้มข้น…

จริงดิ! ผลการค้นคว้าชี้ซูเปอร์ฮีโร่ในหนังใช้กำลังมากกว่าพวกวายร้ายเสียอีก

ถึงแม้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ในหนังขายดีของฮอลลีวู้ดจะเป็นผู้ที่รอปราบปรามฝ่ายอธรรม หรือพวกวายร้ายทั้งหลายแหล่
แต่ในงานประชุมใหญ่ของสถาบัน American Academy of Pediatrics
ปีนี้ มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งบอกว่า บรรดาซูเปอร์ฮีโร่ที่หลายคนประทับใจนั้นกลับใช้กำลังมากยิ่งกว่าพวกตัวร้ายของเรื่องเสียอีก!
ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว ซึ่งนำโดย Robert Olympia ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จาก Penn State College
เก็บข้อมูลจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทำเงินในช่วงระหว่างปี 2015-2016
โดยอิงจากอันดับทำเงิน แล้วก็ประเภทของหนังในเว็บไซต์ Box Office Mojo
ซึ่งมีหนังดังอย่าง Captain America: Civil War,
Batman v Superman, Suicide Squad, Avengers: Age of Ultron,
Deadpool และ Ant-Man เข้าฉายอยู่ในช่วงเวลานั้นด้วย
โดยพบว่า เฉลี่ยแล้วหนังพวกนี้มีฉากตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ (ที่รับบทนำ) ใช้กำลังมากถึง 23 ครั้งต่อการฉายหนังความยาว 1 ชั่วโมง
ในตอนที่พวกวายร้าย หรือตัวร้ายของเรื่องมีฉากที่แสดงความร้ายแรงน้อยกว่าอยู่ที่ 18 ครั้ง และก็เมื่อแยกเป็นชนิดและประเภทตามเพศ
ยังเจอด้วยว่านักแสดงชายมีฉากแสดงความรุนแรงอยู่ถึง 34 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งมากยิ่งกว่านักแสดงหญิงเกือบ 7 เท่าอย่างยิ่งจริงๆ!
ส่วนความร้ายแรงของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่เจอในหนังนั้น หนักไปที่การต่อสู้สูงถึง 1,021 กรณี
ตามมาด้วยการทำลายข้าวของ, ฆาตกรรม, การทำร้าย, การข่มขู่ รวมทั้งการกระทำทารุณ
ในช่วงเวลาที่พวกตัวร้ายจะหนักไปที่การใช้อาวุธรุนแรง ซึ่งมีทั้งหมดทั้งปวง 604 กรณี
จากผลการศึกษาเรียนรู้ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ศาสตราจารย์ Robert Olympia แสดงความเป็นห่วงว่า เด็กๆ
รวมทั้งวัยรุ่นที่คิดว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในหนังเป็นคนดีนั้น บางทีก็อาจจะได้รับอิทธิพลจากการกระทำที่เสี่ยงอันตราย
รวมทั้งการกระทำที่ใช้กำลังของตัวละครเหล่านี้ได้ จึงมีความคิดเห็นว่าหน่วยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพเด็กหรือกุมารแพทย์
ควรจะให้ความรู้กับครอบครัวที่มีเด็กและวัยรุ่น เกี่ยวกับความรุนแรงที่ได้เห็นจากหนังประเภทนี้
รวมทั้งอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่เด็กๆพยายามจะเลียนแบบฮีโร่ในหนังที่พวกเขาดูด้วย…

รีวิวหนัง 50 First Kisses

ไดสุเกะ ไกด์ชายหนุ่มมีเสน่ห์บนเกาะฮาวายที่หักอกลูกทัวร์มานับร้อย
ใครมองเห็นก็หลงเสน่ห์ผู้ชายคนนี้ แต่ไดสุเกะเองไม่ยินยอมรักใครแบบตั้งใจจริงสักครั้ง
ส่วนหนึ่งเนื่องจากเขามีความฝันที่จะเสนอโครงการสำรวจดวงดาวบนเกาะฮาวายไปที่อเมริกา
แต่เมื่อเขาได้พบกับรุอิ สาวในร้านกาแฟนั่นเป็น จุดเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เพราะเหตุว่าเขาหลงรักคุณและเดินหน้าจีบรุอิอย่างไม่ลดละ
แต่ว่าเขาไม่รู้เรื่องมาก่อนว่า หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอนั้นมีความจำสิ้นสุดเพียงแค่เมื่อวานนี้
รวมทั้งความจำในวันนี้จะหายไปหมด ด้วยเหตุนั้นในทุกวันเขาจำเป็นต้องจีบรุอิใหม่ซ้ำๆ
โดยมีบิดารวมทั้งน้องชายของรุอิช่วยอยู่ มุขตลกใส่มาได้ถูกจังหวะมากมาย ทำเอาฮากระจาย
ส่วนบทเข้าพระเข้านางก็ทำได้โรแมนติกน่ารักน่าเอ็นดูมาก เรียกว่าหนังได้ปรุงแต่งออกมาให้ถูกใจคนเอเชียมาก
ดารานำชายไดสุเกะที่อายุน่าจะเยอะอยู่ แต่หน้าตามีเสน่ห์ดูดี ดูน่ารัก และก็นางเอกนี่เป็นเพียงพอปรากฏตัวปุ๊บ เราเชื่อในทันทีว่ารุอิ
คือผู้ที่ทำให้คนสามารถหลงรักได้เมื่อพบ หลักสำคัญของหนังคือ จะทนได้แค่ไหนที่ต้องจีบผู้หญิงคนเดิมทุกวี่วัน
เปลี่ยนมุขตามอารมณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้ในแต่ละวัน นี่จะยังทนได้ไหม ตัวหนังคงจะถ่ายทำในฮาวายทั้งเรื่อง
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความฮาวาย เสื้อฮาวาย แสงอาทิตย์ ภาพชัด แจ่มใส ภาพในหนังสวยมาก
ใครชื่นชอบบรรยากาศแสงตะวัน สายลม สองเราไม่ควรพลาดเลยล่ะ ดูแล้วคุณต้องอยากดูอีกแน่ๆ
เนื่องจากหนังทำออกมาสวยน่าหยิกมากจริงๆดูได้ทุกเพศทุกวัย ดูแล้วคุณจะทราบดีว่าความรักสวยงามกว่าที่คุณคิด
แล้วก็ยังได้ตามลุ้นด้วยนะว่าความรักของพระเอกนางเอกจะจบเช่นไร…