เดือน: ตุลาคม 2018

หนวดล้างจักรวาล! เฮนรี่ คาร์วิลล์ ปลิวบท ซูเปอร์แมน แล้ว

ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการภาพยนตร์ หลังจากได้มีการประกาศออกมาว่า “เฮนรี่
คาร์วิลล์” ผู้รับบทซูเปอร์แมนใน Man of Steel และ Justice Leagueได้ยุติบทบาทดังกล่าวแล้ว
โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฮนรี่เพิ่งจะเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในซีรีส์เรื่องใหม่ The
Witcher ของ Netflix แม้จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการรับคิวงานการแสดง
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในการรับบทซูเปอร์แมนของเฮนรี่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีนัก
จนกระทั่งล่าสุด การเจรจาระหว่างเฮนรี่และสตูดิโออย่างวอร์เนอร์
ได้ยื่นข้อเสนอให้เฮนรี่มาถ่ายฉาก ซูเปอร์แมน
ปรากฏตัวแบบรับเชิญในหนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Shazam! แต่การเจรจาก็ไม่ลงตัว
จากแหล่งข่าวเผยว่าทางวอร์เนอร์ต้องการผลักดันโปรเจ็คหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงอย่าง Supergirl มากกว่า
และทางดีซีก็ตั้งเป้าว่าจะผลักดันตัวละครนี้ให้แทนที่ตัวละครซูเปอร์แมน
ซึ่งเรื่องราวของซูเปอร์เกิร์ลนั้นจะเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุการณ์ใน Man of Steel
นั่นหมายความว่าอนาคตของตัวละครอย่างซูเปอร์แมนในหนัก แทบจะหายไปแล้ว
นอกจากนี้ วอร์เนอร์ ยังระงับโครงการภาคต่อของ Man of Steel ไป
เท่ากับว่าจะยังไม่มีบทให้เฮนรี่ คาวิลล์มาแสดงหนังอยู่ดี
การตัดสินใจถอนตัวจึงอาจจะเป็นเหตุผลที่ดูสมน้ำสมเนื้อที่สุด
รวมไปถึงข่าวลือก่อนหน้านี้ว่า เบน แอฟเฟล็ค
ก็จะไม่ได้รับบทแบทแมนในหนังภาคแยกอย่าง The Batman โดยการกำกับของ แมตต์ รีฟส์ อีกด้วย
นั่นหมายความว่านักแสดงที่ยังคงเหลืออยู่ในจักรวาล DC จะมีแค่เพียง กัล กาด็อต
(วันเดอร์วูแมน), เจสัน โมมัวร์ (อควาแมน) เรย์ ฟิชเชอร์(ไซบอร์ก) และ เอซรา มิลเลอร์
(เดอะแฟลช) เท่านั้น
ทางด้านของสตูดิโออย่างวอร์เนอร์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากข่าวดังกล่าวแพร่ออกมา
จึงออกแถลงการณ์สั้นๆ ว่า
“ขณะนี้เรายังไม่ได้มีการตัดสินใจเกี่ยวกับหนังภาคใหม่ของซูเปอร์แมนในอนาคต
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ให้เกียรติกับความสัมพันธ์อันดีที่มีกับนักแสดงอย่าง เฮนรี่
คาวิลล์มาโดยตลอด และมันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหน”
เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่จักรวาลหนังซูเปอร์ฮีโร่ค่ายดีซี
เราจะเห็นได้ถึงความพยายามมากมายที่ค่ายวอร์เนอร์และดีซี
ในการสร้างจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ตามรอยค่ายมาร์เวล อย่างไรก็ตาม
การสร้างจักรวาลนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าหนังจะออกมาสู่คนดู
ก็ถือว่าตามหลังอีกค่ายอยู่มาก และการวางแผนการสร้างภาพยนตร์ที่ไม่ได้รัดกุม
ทิศทางในการรวมจักรวาลของดีซีจึงดูติดขัดอย่างมาก รวมไปถึงผลตอบรับของผู้ชม
นักวิจารณ์ ประกอบกับรายได้ของหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Justice League
ก็ออกมาน่าผิดหวัง ทำให้เห็นได้ว่า คนดูส่วนมาก แม้แต่แฟนฮีโร่ค่ายดีซีเอง
ยังไม่ได้รู้สึกรักและผู้พันกับจักรวาลหนังฮีโร่ค่ายนี้มากเท่ากับจักรวาลของมาร์เวล…

หนังภาคต่อยอดฮิต

“Harry Potter and the Prisoner of Azkaban” (2004)
เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าในเวอร์ชั่นของหนังสือ ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุด
และเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ก็เช่นกัน Alfonso Cuarón
คือผู้กำกับที่ร้อยเรียงความเหนือจินตนาการของเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ

“Mad Max 2: The Road Warrior ” (1981)
ถึงแม้ภาคแรกจะได้รับคำชมเป็นอย่างมากว่าสะท้อนให้เห็นถึงโลกหลังการล่มสลาย ได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ภาคต่อ The Road Warrior นี้อัพเกรดตัวละครหลักให้โหดดิบเถื่อนมากขึ้นในโลกอันโหดร้าย
ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ชายเร่ร่อนกระจอกๆ อีกต่อไปแล้ว

“Bill Ted’s Bogus Journey” (1991)
สำหรับภาคต่อของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า Keanu Reeves แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทั้งโง่ ทั้งตลก
โดยเฉพาะฉากที่เล่นบาสโดยใช้หัว

“22 Jump Street” (2014)
ภาคต่อของ 21 Jump Street เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเพราะว่าภาคแรกทำออกมาได้ไม่ค่อยดี
เท่าไหร่ แต่ภาคนี้ฉีกความคาดหวังว่ามันจะห่วยซะกระจุย ต้องขอบคุณสองผู้กำกับอย่าง Phil Lord และ Chris Miller

“Army of Darkness” (1992)
ซีรีย์ของ Evil Dead นั้นทำออกมาดีอยู่แล้ว แต่ภาค Army of Darkness นั้นป่าเถื่อนสุดจินตนาการ
แถมยังสนุกสุดๆ อีกด้วยล่ะ โดยเฉพาะฉากสต็อปโมชั่นของกองทัพโครงกระดูกนี่คือตำนานเลยทีเดียว

“The Bride of Frankenstein” (1931)
Frankenstein ภาคแรกก็ออกมาดีและเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ภาคต่อก็คงไม่จำเป็นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ The
Bride of Frankenstein กลับทำออกมาได้ฉีกแนวมาก เป็นหนังสยองขวัญที่จะไม่ทำให้คุณกลัว
และไม่เคยมีหนังสยองขวัญใดๆ ที่ทำออกมาได้เหมือนกับเรื่องนี้…

“The Dark Knight” (2008)
ต้องบอกว่าภาคนี้เฉิดฉายเพราะ Joker ที่รับบทโดย Heath Ledger จริงๆ ทั้งน่ากลัว เฉียบคม ตลก
และคาดเดาไม่ได้ บทของเรื่องนี้ก็ถือว่าปกติ แต่เพราะนักแสดงนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้มันสุดยอด

“Batman Returns” (1992)
เราสามารถเห็นจินตนาการอย่างสุดขั้วของ Tim Burton ได้ในภาคนี้ มุมมองเกี่ยวกับเมือง Gotham ของเขา
แถม Michelle Pfeiffer ที่รับบทเป็น Catwoman ก็แสดงออกมาได้ดีสุดๆ อีกด้วย

“The Hunger Games: Catching Fire” (2013)
หลายๆ คนพูดว่า Catching Fire นั้นเยิ่นเย้อและกินเวลานานจนเกินไป
แต่ภายในภาคนี้กลับแสดงให้เห็นด้านมืดเกี่ยวกับสื่อและโลกอนาคตได้เป็นอย่าง ดี ดีกว่าหนังวัยรุ่นทั่วๆ ไปซะอีก

“Toy Story 2” (1999)
ถึงภาคแรกจะมีทั้งความน่ารักและเป็นเรื่องแอนิเมชั่นสุดน่ารักขนาดไหน
แต่ภาคต่อของมันกลับตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับความดีงามและมิตรภาพมากกว่า

5 ภาพยนตร์แนวสืบสวนที่น่ารับชม

ภาพยนตร์แนวสืบสวนกับการไขปมปริศนาต่างๆ
นั้นเป็นอะไรที่หลายๆคนให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย
เพราะนอกจากความสนุกแล้ว เนื้อหาต่างๆ นั้นดูมีความน่าสนใจ
ทำให้เรารู้สึกอยากติดตามและลุ้นไปในทุกๆฉากกับการไขปริศนา
โดยวันนี้เราจะมาแนะนำภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวน
ที่ท่านควรจะรับชมรับรองว่าจะได้ลุ้นไปกับเรื่องราวต่างๆ
และไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน ส่วนจะมีเรื่องอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย
1.Citizen Kane
หนึ่งในหนังที่มีความสำคัญต่อโลกภาพยนตร์มากที่สุด
นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การพัฒนา
แรงบันดาลใจและอีกหลายๆอย่างที่มีผลต่อการทำหนัง
โดยฝีมือของหนุ่มวัย 26 ปีในตอนนั้น นามว่า Orson Welles
เรียกได้ว่าเขาเป็นคนแรกๆที่เล่าเรื่องด้วยเทคนิครูปแบบ nonlinear
อีกทั้งยังฉลาดในการนำแฟลชแบ็คเพื่ออธิบายเบื้องหลัง
แรงจูงใจของตัวละครที่สอดรับกับเรื่องราวของหนัง
ที่ว่าด้วยการสืบหาปริศนาของคำสั่งลา
ของชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐที่เสียชีวิตภายในคฤห
าสน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันลึกลับ
2.L.A. Confidential
สะท้อนอำนาจมืด ความชั่วร้ายที่ถูกซ่อนภายในกรมตำรวจแอลเอ
ผ่านการสืบเสาะของสามตำรวจหนุ่มที่มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างสิ้น
เชิง จุดแข็งของหนังคือการมีโครงเรื่องที่สลับซับซ้อนเดาทางยาก
บทสนทนาที่คมคาย
และการแสดงที่มีประสิทธิภาพของเหล่านักแสดงนำทั้งสาม
และอย่างที่รู้ๆกันว่านี่คือหนัง ซึ่งเป็นคู่ต่อกรที่สมน้ำสมเนื้อของ Titanic
ในสาขาหนังยอดเยี่ยมของปีนั้น
3.The Silence of the Lambs
น้อยคนนักที่ชื่นชอบ คลั่งไคล้หนังแนวสืบสวน สอบสวน
แล้วจะไม่รู้จักฆาตกรนามว่า Hannibal Lecter ที่เต็มไปด้วยจิตมุ่งร้าย

ความโหดเหี้ยมอำมหิต และที่สำคัญเขาฉลาดเป็นกรด
โดยหนังเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จอย่างแท้จริงของอาชญากรรา
ยนี้ เพราะมันการันตีด้วยการคว้า 5 รางวัลจากเวทีออสการ์
และหนึ่งในนั้นคือสาขาหนังยอดเยี่ยม
หนังเรื่องนี้ว่าด้วยสาวเอฟบีไอจบใหม่
ที่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากฮันนิบาลในการไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
บัพฟาโล บิลล์
4.Winter's Bone
ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นด้วยงานภาพอันหม่นมัว
บรรยากาศที่ดูยะเยือก เต็มไปด้วยความตึงเครียด
สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
และที่สำคัญนี่หนังอินดี้ทุนต่ำที่สร้างชื่อให้กับ Jennifer Lawrence
โดยการพาเธอไปมีชื่อเข้าชิงนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของปีนั้น
ว่าด้วยสาววัยสิบเจ็ดที่ต้องสืบหาการหายไปของพ่อ
ที่คาดกันว่าได้ทำการหนีหมายศาล
และหากเธอตามหาพ่อไม่พบภายในเจ็ดวัน
บ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวของครอบครัวจะถูกยึด
5.Inception
ภาพยนตร์จากผู้กำกับดังอย่าง Christopher Nolan
เขาสามารถนำแนวคิดดั้งเดิมมาปรุงแต่งเป็นรูปโฉมใหม่ในสไตล์ของตัว
เองได้
ไอเดียฝันซ้อนฝันถูกอธิบายความซับซ้อนให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมาก
ขึ้น ด้วยการตั้งกฎเกณฑ์และข้อบังคับที่ชัดเจน
ของทีมโจรกรรมความฝันที่ต้องสืบเสาะค้นหาแรงจูงใจที่น่าเชื่อถือ
และฝังความคิดให้ทายาทนักธุกิจพลังงานล้มเลิกความคิดในการสานต่อ
กิจการจากผู้เป็นพ่อ…

Gods of Egypt สงครามเทวดา

Gods of Egypt
แนว : ผจญภัย / แฟนตาซี
ผู้กำกับ : Alex Proyas
ผู้แต่ง : Matt Sazama, Burk Sharpless
ฉาย : 25 กุมภาพันธ์ 2016
ภาพยนต์สุดอลังการภายใต้ผู้กำกับ Alex Proyas เขาคือชายคนที่กำกับ ‘I, Robot’, ‘Knowing’, ‘The Crow’
และ ‘Dark City’ และได้รับการเนรมิตโดยทีมสร้างมากฝีมือ ทั้งฝ่ายโปรดักชั่น
และเทคนิคพิเศษชั้นแนวหน้าจาก Star Wars Prequel Trilogy, Spider-Man และ The Great Gatsby
ที่ได้มาร่วมสร้างผลงานชิ้นนี้
Gods of Egypt ภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเงินสร้างกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท
บอกได้เลยว่าภาพยนต์เรื่องนี้ทำเอาวงการหนังฮอลลิวู้ดสะเทือนเลยทีเดียว
เรื่องย่อ
เล่าขานถึงตำนานทวยเทพแห่งอียิปต์
ช่วงที่พระเจ้าเริ่มเกิดความขัดแย้งท่ามกลางความร้อนระอุแห่งทะเลทราย ฮอรัส (Nikolaj Coster-Waldau)
ที่เป็นเทพแห่งท้องฟ้าผู้ปกคลุมแม่น้ำไนล์อันอุดมสมบูรณ์ ขณะที่ เซ็ต (Gerard Butler)
น้องชายที่เป็นเทพแห่งทะเลทรายอันแข็งแกร่งต้องการชิงอำนาจในการปกครองแม่น้ำไนล์ทั้งหมด
การต่อสู้ของทั้งคู่จึงเริ่มต้นขึ้น!
สำหรับภาพยนต์ Gods of Egypt เป็นเรื่องราวของเหล่าทวยเทพของอียิปต์
แม้จะมีการสร้างภาพยนตร์กันมาหลายเรื่องแล้ว ด้วยว่าเป็นแดนอารยธรรมที่เจริญสุดๆ
แห่งหนึ่งบนโลกเป็นดินแดนที่น่าค้นหา
อีกทั้งการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ปูพรมด้วยฉากยิ่งใหญ่อลังการของนครอันมลังเมลืองด้วยสิ่งก่อสร้างและรู
ปปั้นสีทองเหลืองอร่ามอันแสดงถึงความศรัทธาในมหาเทพ ภาพยนต์ 3 มิติเต็มสูบ
เหมาะกับคอไทยโดยแท้แม้ว่าเมื่อรับชมด้วยจอใหญ่ยักษ์อย่าง IMAX 3D
จะพบว่ามันไม่ถึงกับเนียนแต่ก็เข้าขั้นดี…

4 หนังสยองขวัญในตำนาน!

ปัจจุบัน ในวงการภาพยนตร์ในระดับนานาชาติ หนึ่งในหนังที่ได้รับความนิยมและถูกทำขึ้นมากที่สุด คงหนีไม่พ้น
ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยการลุ้นระทึก , อารมณ์ และ จุดพีคของเนื้อเรื่อง
ท่ามกลางภาพยนตร์ที่อุบัติขึ้นมากมาย นี่คือ 5 หนังสยองขวัญในตำนาน!
เริ่มจากเรื่อง Raw เป็นภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส ภายใต้ผู้กำกับฝีมือพะระกาฬอย่าง Julia Ducournau
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ จัสติน สาวน้อยมังสวิรัติขี้อาย ที่ถูกรุ่นพี่เล่นพิเหลนด้วยการให้รับน้อง
ด้วยการบังคับให้กินตับกระต่ายแบบสดๆ หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอเริ่มเสพติดกินเนื้อสัตว์
และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นไปสู่การ “กินเนื้อคน” ของเธอ เรียกได้ว่าสยองจนต้องร้องยี๋
ต่อมาเป็น The Belko Experiment เป็นภาพยนตร์คุณภาพอีกหนึ่งเรื่องของโลก ภายใต้บัญชาของผู้กำกับคนดังอย่าง
Greg Mclean ที่อำนวยการสร้าง และ เขียนบททั้งหมดโดย James Gunn จาก Guardian of the Galaxy ซึ่งทั้ง 2 ภาค
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ระดับช่างและแม่บ้านจนถึงระดับผู้บริหารชั้นสูง
ถูกขังอยู่ในตึกที่มีแผ่นเหล็กปิดทุกทางออก แถมมีกองกำลังทหารมาคอยยิงใครก็ตามที่จะออกไปจากตึก
ทุกคนได้รับคำสั่งให้ร่วมเล่นเกมที่เป็นการทดลอง โดยสั่งให้ฆ่าเพื่อนพนักงานคนอื่นๆในตึก
หากไม่ฆ่าก็จะถูกฆ่าแทนแบบอุกอาจ
ต่อมาเป็น Wish Upon จากผู้กำกับ John R. Leonetti ชาวสหรัฐอเมริกา เป็นเรื่องราวของ แคลร์
ที่ได้กล่องเพลงปริศนากล่องหนึ่ง ซึ่งเป็นของขวัญจากพ่อตัวเอง โดยความพีคของมันคือ
สามารถทำให้ทุกความปราถนาของเธอสัมฤทธิ์ผลด้วยพร 7 ประการ แต่เมื่อเธอเริ่มใช้มันเพื่อความสุขส่วนตัว
เรื่องร้ายๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับคนรอบตัวเธออย่างชวนสะพรึง กระทั่งในที่สุด เธอก็รู้จนได้ว่า กล่องปริศนานี้นั้น
มีเบื้องหลังความสยองซ่อนอยู่
ปิดท้ายกันที่ Meters Down จากผู้กำกับ Johannes Roberts ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้
เป็นเรื่องราวของสองสาวพี่น้องที่ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยกันที่ชายหาดเม็กซิโก
และได้ดำน้ำชมฉลามขาวใต้ทะเลโดยอยู่ในกรงป้องกัน แต่สลิงเกิดขาดและทำให้กรงตกลงไปถึง 47 เมตร
พวกเขามีเวลาหนึ่งชั่วโมงว่ายกลับขึ้นมาที่เรือก่อนที่ออกซิเจนจะหมด แต่มันก็ไม่ได้ง่ายเลยสักนิด
เมื่อระหว่างนั้นฝูงฉลามยักษ์ ขนาดยักษ์มหึมา ก็ว่ายวนเวียนอยู่บริเวณนั้น เพื่อรองับพวกเธอ…