รีวิว Blumhouse

บางบุคคลบอกว่าหนังประเด็นนี้ห่วยแตกมากๆคิดว่าไม่เท่าไรนะ
เพียงแค่ไม่หวือหวามากมายเพียงเท่านั้น ก็เลยลองเช่ามาดู อืมก็ดีนี่นา
คือเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่ไปพักร้อนที่ประเทศเม็กซิโก
และมีชายแปลกหน้าคนหนึ่งชวนไปเล่นเกท Truth or Dare ในโบสถ์แห่งหนึ่ง
แต่ว่าพอพวกเขากลับบ้านเกมนั้นมันไม่หยุด
มันยังก้าวเดินต่อไปแล้วก็ทุกคนจำเป็นต้องเลือกว่า Truth หรือ Dare ถ้าไม่เลือกหรือไม่เล่นจะต้องตาย
สำหรับเรื่องของการถ่ายทำ มุมกล้องสั่นมาก เหมือนกลับว่าไม่ได้ใช้ Stabilizer
เหมือนมุมกล้องหนังสั้นของนักศึกษาเลย แต่ยังดีทีมีหน้าฟิวเตอร์ที่ยิ้มหลอนๆดูแล้วขนหัวลุกอยู่เหมือนกัน
นักแสดงที่โดดเด่น คงจะเป็น Lucy Hale กับ Violett Beane
รู้สึกเล่นดีสุดละ คนอื่นไม่โดดเด่นเลย ส่วนบทหนังก็เก่ามากๆหนังไม่ซับซ้อนเลย
ดูไม่เครียด จุดไคลแม็กซ์ดูเว่อร์ดี แต่คนเขียนบทส่งเจตนาเกินว่าจะเอาคนไหนรอด
คนตายก็ตายไป แบบเหมือนเขียนกฎของเกมเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆระหว่างเล่นอ่ะ
มองยัดเยียดไปหน่อยนึงอ่ะ หากปล่อยให้ลุ้นมั่งก็ดีดิ นี่แบบคนนี้ต้องตาย คนนั้นต้องรอดมันชัดเกินอ่ะ
สิ่งที่จะแนะนำคือ อย่าคิดมาก ดูๆไปมันก็ไม่เหนื่อยขนาดนั้นดูจนจบได้ สรุปคือ
หนังที่ดูได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อจนทำให้คิดว่าคือนั่งดูได้เพลินๆหากคนไหนต้องการดูหนังที่ไปเรื่อยๆ
ไม่คิดมากแบบเรื่องนี้หรือใครต้องการเห็นหน้าหลอนๆมุมกล้องสั่นๆก็ลองไปเช่าดูได้ที่ iTunes
ซื้อในราคา 499 บาท แล้วก็เช่าในราคา 129 บาท Google Play ซื้อในราคา 400 บาท
และก็เช่าในราคา 160 บาทแนะนำว่าเช่าดูดีกว่าเนอะ ซื้อก็ราคาแอบแพงอยู่เหมือนกัน
รอเรื่องทีสนุกกว่านี้ดีกว่าค่อยตัดสินใจซื้อ ดีกว่านะ…

Just a Breath Away

หนัง Just a Breath Away
พูดถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศฝรั่งเศส
ใจกลางกรุงปารีส เมื่อมีหมอกร้ายปริศนาเข้ามาปกคลุมและนำมาซึ่งการทำให้หลายชีวิตจะต้องจบลง
แต่มีอยู่ครอบครัวหนึ่งซึ่งลูกต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้ว
ทำให้พ่อรวมทั้งแม่ต้องหาทางช่วยลูกออกมาจากหลอดนั้น
แถมรวมทั้งยังต้องหนีจากหมอกมรณะในคราวนี้อีกด้วย
เป็นเรื่องราวของครอบครัวที่ลูกของพวกเขาเป็นโรคเบอร์เกอร์จะต้องอาศัยอยู่ในหลอดแก้วทั้งชีวิต
แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น
ได้เกิดหมอกมรณะทั่วกรุงปารีสผู้ใดที่สูดกลิ่นเข้าไปก็จะเสียชีวิตในทันทีทันใด
ทำให้พวกเขาต้องหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้เลย
ขณะนี้เหมือนจะเห็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสมาฉายในบ้านพวกเรามากเพิ่มขึ้น
แล้วก็ทำได้ดีมากด้วย และยิ่งได้เห็นตัวอย่างกับเรื่องย่อของเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้นไปอีก
ต้องบอกว่าดูแล้วไม่ผิดหวัง หนังดำเนินเรื่องแบบตรงๆไม่มีการปูเรื่องอะไร
พูดถึงเรื่องหมอกมรณะมาตั้งแต่ต้นเรื่องเลย จังหวะลุ้นก็ทำออกมาได้ดี
และเป็นหนังที่ว่าใครสูดหมอกนี้ไปต้องตายในทันที ก็เรียกว่าจะทำอะไรก็ต้องกลั้นหายใจไปด้วย
แล้วก็เราก็ลุ้นตามเลย ส่วนเรื่องดราม่าในหนังก็ทำให้เราน้ำตาตกได้เช่นกันนะ
ถึงแม้ว่าฉากชวนลุ้นจะทำได้ดี แต่ว่าจุดพีคมันยังไม่สุด
เพราะว่าหนังก็คลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วเกินไป
อีกทั้งหนังยังไม่ได้บอกถึงเหตุผลหลายอย่างของบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าทำไมต้องเป็นอย่างไร
ทำให้หนังเดาทางง่ายไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่น่าดูนะ
ใครเบื่อแนว Fantastic Beasts ก็ลองดูหนังแนวนี้ดูรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่ๆ…

รีวิว Halloween : 40 ปีไม่สายที่จะล้างแค้น

นับว่าเป็นภาพยนตร์สยองขวัญที่มีการสร้างภาคต่อมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ Halloween ที่ในเวอร์ชั่นปี 2018 ได้ เดวิด กอร์ดอน กรีน (David Gordon Green) และยังคงได้นักแสดงรุ่นเก๋า เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ที่เป็นนักแสดงหลักตั้งแต่ภาคแรก Halloween (1978), Halloween II (1981), Halloween H20: 20 Years Later (1998) และ Halloween: Resurrection (2002) จนมาถึงภาคล่าสุดที่จะเข้าฉายให้คอหนังบ้านเราได้ชมกันในสิ้นเดือนนี้ต้อนรับวันฮาโลวีนพอดิบพอดี

Halloween ว่าด้วยเรื่องราวของ ลอว์รี สโตรด เผชิญหน้ากับ ไมเคิล ไมเออร์ส มนุษย์หน้ากากที่ออกล่าเธอ นับตั้งแต่ที่เธอหนีตายอย่างหวุดหวิดมาได้ในค่ำคืนฮาโลวีนเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนังสยองขวัญแบบไล่เชือดฆ่าไม่ยั้งและติดตาม Halloween มาตั้งแต่ภาคแรกไม่ครพลาดชมภาคนี้แน่นอน เพราะจากที่เห็นในตัวอย่างที่ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความสะพรึงได้เป็นอย่างดี

แม้โดยส่วนตัวจะไม่ได้ติดตามแฟรนไชส์ Halloween ทุกภาค แต่ก็พอจะได้รับรู้และเห็นความโหดอำมหิตของเจ้าฆาตกรต่อเนื่องคนนี้มานานนม และได้เตรียมใจไปพบกับความตื่นเต้นมาอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าหนังก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ลีลาการตามล่าเหยื่อและจับมีดเชือดของ ไมเคิล ไมเออร์ส ก็ยังคงสร้างความหวาดผวาแก่ผู้ชมได้เป็นอย่างดี ด้วยความที่หนังจัดเรต R เราจึงได้เห็นการแทงแบบจะๆ แต่ก็ยังดีที่บางฉากเช่นการหักคอ ฉีกปาก ยังมีแค่เสียงให้ได้ยิน ถ้าได้เห็นภาพคงได้เป็นลมกันคาเบาะพอดี

ต้องยอมรับว่าหนัง Halloween ในภาคนี้ได้สร้างความสนุก ตื่นเต้น ครบรสกันแบบเกินคาดทีเดียว โดยเฉพาะวิธีการเล่าเรื่องที่มีความคล้ายคลึงกับหนังสยองขวัญสมัยก่อน แถมยังมีการสับขาหลอกให้คนดูอย่างเราได้ลุ้นกันแทบใจหาย (แต่ใครที่เป็นคอหนังแนวนี้น่าจะเดาทางกันถูก) และจัดหนักจัดเต็มกันแบบไม่มีออมมือกันเลย อีกทั้งเรายังได้เห็นตัวละครเก่าๆ ที่เคยมีบทบาทในภาคก่อนๆ ออกมาให้เห็นพอได้หายคิดถึงกันหลายต่อหลายตัว ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) ก็ยังคงไว้ลายการแสดงได้ดีเหมือนเคย

เรียกได้ว่าในภาคนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังความหญิงออกมาได้อย่างชัดเจน ผ่านตัวละครของ 3 สาวต่างวัย เริ่มตั้งแต่ ลอว์รี สโตรด รับบทโดย เจมี ลี เคอร์ติส (Jamie Lee Curtis) คุณยายสุดโหดที่ถ่ายทอดวิชาป้องกันตัวให้กับ แคเรน รับบทโดย จูดี เกรียร์ (Judy Greer) ผู้เป็นลูกสาวมาตั้งแต่ยังเด็ก ต่อด้วยรุ่นหลาน แอลลิสัน รับบทโดย แอนดี เมตติแชก (Andi Matichak) ที่แม้จะไม่โหดแต่ก็มีความอึด ทึก ทน ไม่แพ้ยายและแม่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนแล้วแต่มีความเข้ากันกับยุคสมัยปัจจุบันที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเพศหญิงซึ่งไม่ใช่เพศที่อ่อนแอและถูกรังแกอีกต่อไป…

รีวิว Viral ผีโทรศัพท์

การรวมตัวเล่นเกมผีออนไลน์ ส่งผลให้แตงถ่ายรูปติดผี
เธอและก็คิตตี้จึงรีบส่งให้เพื่อนคนอื่นดู แต่ท้ายที่สุดแล้วมันเปลี่ยนเป็นแพร่ระบาดความสยดสยอง
หนังผีไทยที่ผสมผสานเรื่องราวของสื่อโซเชียลของผู้กำกับหญิงใจความสนุกสนาน พงษ์สุวรรณ
ที่เคยทำหนังอย่าง โรงเรียนผี มาถ่ายทอดความเฮี้ยน ซึ่งหนังเรื่องที่แล้วก็ทำได้แบบน่าพอใจด้วย
เลยรู้สึกว่าหัวข้อนี้พวกเราคงจะมองเห็นความคิดใหม่ๆ
หนังได้คลื่นรุ่นใหม่ของ ทั้ง พลอย ศรนรินทร์ จ๋า สุธีธิดา อ๋อง ธนา แล้วก็ เบสท์ ณัฐสิทธิ์
แต่หนังยังใช้พลังของพลอยและเบสท์ได้ไม่เต็มศักยภาพนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกของความเป็นมิตรระหว่าง พลอย กับ จ๋า ยังเล่นไม่ถึง
ซึ่งตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดที่หนังไม่สามารถ
ที่จะทำให้พวกเราเชื่อในตัวละครที่เป็นตัวละครเอกได้ มันก็ทำให้เรื่องมองแปร่งๆไปหมด
หนังมีใจความสำคัญสะท้อนสังคมผ่านผี ว่าด้วยเรื่องของการส่ง-รับเทคโนโลยีโซเชี่ยลมีเดีย
ความแพร่ไปอย่างรวดเร็วของข่าวสาร แต่ก็น่าเสียดายที่คำว่าไวรัสไม่ได้ถูกเอามาใช้เลย
มีเพียงบทสนทนาสั้นๆว่าใครได้รับภาพผีไปจะเป็นยังไงหว่า
ตัวละครหนึ่งที่ตายก็ดูเป็นเรื่องความบังเอิญมากกว่าผลของการส่งแชร์ไม่คิด
แถมหนังยังมีความไม่สมจริงมากทั้งเรื่องที่จะปราบผียังไง ยังส่งคำใบ้ไม่พอเลยดูไม่เนียน
จุดที่หนังทำได้อย่างยอดเยี่ยม คือ การสร้างบรรยากาศการเดินหาผีในความมืดมน
ที่ทั้งเสียงภาพ ฉาก ส่งให้ขนลุกเกรียวได้ และการใช้เกมเสมือนจริงในพื้นที่จริง ก็นับว่าแปลกใหม่พอควร
โดยเฉพาะระบบการเล่นแบบที่ผู้เล่นคนหนึ่งสร้างบ้านผีและจุดผีหลอก
ให้ผู้เล่นอีกคนเข้าไปเล่นและตามหาผ้ายันต์เพื่อจบเกม
ก็สามารถสร้างโมเม้นท์การแกล้งหรือทำลายมิตรภาพจอมปลอมของกันและกันได้ไม่ยาก
อีกทั้งเกมเออาร์ที่มาเจอผี การส่งต่อรูปผีที่ทำให้ผีไปตามหลอกหรือฆ่าตัวละครที่ได้รับ
ปมความขัดแย้งระหว่างเพื่อนที่ซ่อนลึกๆในใจซึ่งขยายพล็อตดราม่าได้เข้มข้น…

จริงดิ! ผลการค้นคว้าชี้ซูเปอร์ฮีโร่ในหนังใช้กำลังมากกว่าพวกวายร้ายเสียอีก

ถึงแม้เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่ในหนังขายดีของฮอลลีวู้ดจะเป็นผู้ที่รอปราบปรามฝ่ายอธรรม หรือพวกวายร้ายทั้งหลายแหล่
แต่ในงานประชุมใหญ่ของสถาบัน American Academy of Pediatrics
ปีนี้ มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งบอกว่า บรรดาซูเปอร์ฮีโร่ที่หลายคนประทับใจนั้นกลับใช้กำลังมากยิ่งกว่าพวกตัวร้ายของเรื่องเสียอีก!
ทั้งนี้ ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าว ซึ่งนำโดย Robert Olympia ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จาก Penn State College
เก็บข้อมูลจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทำเงินในช่วงระหว่างปี 2015-2016
โดยอิงจากอันดับทำเงิน แล้วก็ประเภทของหนังในเว็บไซต์ Box Office Mojo
ซึ่งมีหนังดังอย่าง Captain America: Civil War,
Batman v Superman, Suicide Squad, Avengers: Age of Ultron,
Deadpool และ Ant-Man เข้าฉายอยู่ในช่วงเวลานั้นด้วย
โดยพบว่า เฉลี่ยแล้วหนังพวกนี้มีฉากตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ (ที่รับบทนำ) ใช้กำลังมากถึง 23 ครั้งต่อการฉายหนังความยาว 1 ชั่วโมง
ในตอนที่พวกวายร้าย หรือตัวร้ายของเรื่องมีฉากที่แสดงความร้ายแรงน้อยกว่าอยู่ที่ 18 ครั้ง และก็เมื่อแยกเป็นชนิดและประเภทตามเพศ
ยังเจอด้วยว่านักแสดงชายมีฉากแสดงความรุนแรงอยู่ถึง 34 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง ซึ่งมากยิ่งกว่านักแสดงหญิงเกือบ 7 เท่าอย่างยิ่งจริงๆ!
ส่วนความร้ายแรงของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่เจอในหนังนั้น หนักไปที่การต่อสู้สูงถึง 1,021 กรณี
ตามมาด้วยการทำลายข้าวของ, ฆาตกรรม, การทำร้าย, การข่มขู่ รวมทั้งการกระทำทารุณ
ในช่วงเวลาที่พวกตัวร้ายจะหนักไปที่การใช้อาวุธรุนแรง ซึ่งมีทั้งหมดทั้งปวง 604 กรณี
จากผลการศึกษาเรียนรู้ดังที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ศาสตราจารย์ Robert Olympia แสดงความเป็นห่วงว่า เด็กๆ
รวมทั้งวัยรุ่นที่คิดว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ในหนังเป็นคนดีนั้น บางทีก็อาจจะได้รับอิทธิพลจากการกระทำที่เสี่ยงอันตราย
รวมทั้งการกระทำที่ใช้กำลังของตัวละครเหล่านี้ได้ จึงมีความคิดเห็นว่าหน่วยงานที่ให้บริการด้านสุขภาพเด็กหรือกุมารแพทย์
ควรจะให้ความรู้กับครอบครัวที่มีเด็กและวัยรุ่น เกี่ยวกับความรุนแรงที่ได้เห็นจากหนังประเภทนี้
รวมทั้งอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่เด็กๆพยายามจะเลียนแบบฮีโร่ในหนังที่พวกเขาดูด้วย…

รีวิวหนัง 50 First Kisses

ไดสุเกะ ไกด์ชายหนุ่มมีเสน่ห์บนเกาะฮาวายที่หักอกลูกทัวร์มานับร้อย
ใครมองเห็นก็หลงเสน่ห์ผู้ชายคนนี้ แต่ไดสุเกะเองไม่ยินยอมรักใครแบบตั้งใจจริงสักครั้ง
ส่วนหนึ่งเนื่องจากเขามีความฝันที่จะเสนอโครงการสำรวจดวงดาวบนเกาะฮาวายไปที่อเมริกา
แต่เมื่อเขาได้พบกับรุอิ สาวในร้านกาแฟนั่นเป็น จุดเปลี่ยนแปลงในชีวิต
เพราะเหตุว่าเขาหลงรักคุณและเดินหน้าจีบรุอิอย่างไม่ลดละ
แต่ว่าเขาไม่รู้เรื่องมาก่อนว่า หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอนั้นมีความจำสิ้นสุดเพียงแค่เมื่อวานนี้
รวมทั้งความจำในวันนี้จะหายไปหมด ด้วยเหตุนั้นในทุกวันเขาจำเป็นต้องจีบรุอิใหม่ซ้ำๆ
โดยมีบิดารวมทั้งน้องชายของรุอิช่วยอยู่ มุขตลกใส่มาได้ถูกจังหวะมากมาย ทำเอาฮากระจาย
ส่วนบทเข้าพระเข้านางก็ทำได้โรแมนติกน่ารักน่าเอ็นดูมาก เรียกว่าหนังได้ปรุงแต่งออกมาให้ถูกใจคนเอเชียมาก
ดารานำชายไดสุเกะที่อายุน่าจะเยอะอยู่ แต่หน้าตามีเสน่ห์ดูดี ดูน่ารัก และก็นางเอกนี่เป็นเพียงพอปรากฏตัวปุ๊บ เราเชื่อในทันทีว่ารุอิ
คือผู้ที่ทำให้คนสามารถหลงรักได้เมื่อพบ หลักสำคัญของหนังคือ จะทนได้แค่ไหนที่ต้องจีบผู้หญิงคนเดิมทุกวี่วัน
เปลี่ยนมุขตามอารมณ์ที่เปลี่ยนไปไม่ได้ในแต่ละวัน นี่จะยังทนได้ไหม ตัวหนังคงจะถ่ายทำในฮาวายทั้งเรื่อง
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความฮาวาย เสื้อฮาวาย แสงอาทิตย์ ภาพชัด แจ่มใส ภาพในหนังสวยมาก
ใครชื่นชอบบรรยากาศแสงตะวัน สายลม สองเราไม่ควรพลาดเลยล่ะ ดูแล้วคุณต้องอยากดูอีกแน่ๆ
เนื่องจากหนังทำออกมาสวยน่าหยิกมากจริงๆดูได้ทุกเพศทุกวัย ดูแล้วคุณจะทราบดีว่าความรักสวยงามกว่าที่คุณคิด
แล้วก็ยังได้ตามลุ้นด้วยนะว่าความรักของพระเอกนางเอกจะจบเช่นไร…

The Shawshank Redemption หนังดีที่ควรดู

หากจะพูดถึงหนังแนวแหกคุก
หลายคนคงจะนึกไปถึงฉากแอคชั่นบู๊ระห่ำสุดมันส์
ที่ต้องเอาตัวรอดหรืออะไรต่างๆ มากมาย แต่มีอยู่หนึ่งเรื่อง
ที่เป็นแนววางแหกคุกเช่นกัน นั่นก็คือ The Shawshank Redemption
ภาพยนตร์ยุค 90 ที่ยังเป็นที่พูดถึงกันอยู่
โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้กัน
ว่าทำไมหลายคนถึงชื่นชอบและยกให้เป็นหนึ่งภาพยนตร์ในดวงใจกันเ
ลยทีเดียว
สำหรับ The Shawshank Redemption เป็นเรื่องราวของ ดูเฟรน
นายธนาคารวัยหนุ่มถูกศาลสั่งให้จำคุกตลอดสองช่วงอายุขัย
ในฐานความผิดตั้งใจฆ่าถึงสองคน
ซึ่งนั้นก็คือภรรยาของเขาเองและเธอถูกฆ่าในขณะที่กำลังประกอบกิจก
รรมทางเพศกับชายผู้อื่นที่เป็นโปรกอลฟ์
เมื่อดูเฟรนเข้ามายังคุกที่ชื่อว่า Shawshank
เขาต้องพบกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทารุณ
สังคมที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามศรีวิลัย
สังคมที่ถูกกีดกันจากโลกภายนอก สังคมที่ไม่มีใครต้องการ
ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอันแสนลำเค็ญเป็นการชำระกับสิ่งเลวร้ายที่พวกเ
ขาได้ทำลงไป
แต่หากคุณถามคนที่คุก Shawshank
ว่าพวกเขาทำอะไรผิดมาถึงต้องมาติดคุก?
ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมบริสุทธ์ หรือไม่ก็ ทนายมันห่วย
จะจริงหรือไม่จริงก็คงไม่สำคัญหรอกเพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงส
ภาพที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่
มันก็เป็นแค่ประโยคที่พวกเขาใช้พูดเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นเอง
ซึ่ง ดูเฟรน นั้นเป็นคนเงียบๆและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร
เขาใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเอ่ยปากคุยกับเพื่อนซักสองสามคำ
และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดำมีอายุ

ที่ดูจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แล้ว และเรดผู้นี้ก็กลายเป็นคนที่ ดูเฟรน
จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
โดย เรด คนที่มีอารมณ์เย็น มีหัวคิด เขาอยู่ที่นี้มานาน
เขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อย ที่จะลักลอบทำอะไรได้นิดหน่อย
นั้นคือนำของจากภายนอกเข้ามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย
หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ และสิ่งที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ ค้อนแกะสลัก
เนื่องจากดูเฟรนเป็นคนที่ชอบการแกะสลัก
เขาใช้เวลาว่างส่วนมากหมดไปกับค้อนอันเล็กที่ได้มาและหินที่เขาจะหา
ได้ ทั้งไกลและใกล้ตัว
ชีวิตของ ดูเฟรน ที่นี้ได้เจอกับผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นมิตร
และเป็นศัตรู คุณจะได้เห็นถึง
มิตรภาพระหว่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิต
คนที่ใช้ชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอความตาย ผ่านการเล่าอันสมจริง
และสะเทือนอารมณ์ผู้ชมโดนตรง
มันน่าทึ่งมากคุณต้องลองไปติดตามชมกันเอง

เกร็ดที่น่าสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าชิงออสการ์แต่ไม่ได้สักรางวัลเลย
เนื่องจากในปีนั้นต้องชนกับสุดยอดภาพยนตร์อย่าง Forrest Gump
นอกจากนี้คะแนนในเว็บ imdb ก็ครองที่หนึ่งตลอดกาลเลยทีเดียว…

12 ภาพยนตร์แฟนตาซีที่คุณไม่ควรพลาด 2

หนังแนวแฟนตาซียังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศหรือในไทยก็ตาม
นั่นเพราะเนื้อเรื่องส่วนใหญ่มีความน่าสนใจไม่เหมือน
และที่โดดเด่นอย่างมากคือจินตาการของผู้สร้างที่จะทำให้คนดูได้เจอกับสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดเวลานั่น
ทำให้มันยังคงเป็นแนวหนังยอดฮิตมาจนถึงตอนนี้
ดังนั้นเราจึงจะขอพาคุณไปรู้จักกับภาพยนตร์แฟนตาซีที่คุณต้องไม่พลาดติดตามกันได้เลย

อภินิหารนาเนีย
เริ่มกันที่เรื่องแรกซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นขอหนังแฟนตาซียุคใหม่เลยก็ว่าได้กับอภินิหารนาเนีย
หนังเดินเรื่องด้วยตัวละครพี่น้องสี่คนที่เล่น่อนหาในบ้านหลังหนึ่งก่อนจะไปพบเข้ากับตู้เสื้อผ้าใบใหญ่
และเมื่อเข้าไปในนั้นก็พบว่ามันเป็นประตูที่สามารถเปิดไปสู่อีกโลกหนึ่งได้
และการเข้าไปในดินแดนแห่งนั้นทำให้ชีวิตของทั้งสี่คนเปลี่ยนไปตลอดกาล โดยในโลกนั้นพวกเขาต้องช่วยเหล่าสัตว์
และคนเมืองที่อาศัยอยู่อย่างสงบสุขต่อกรกับราชินีน้ำแข็งผู้โหดร้ายที่มักเสกให้คนกลายเป็นน้ำแข็งเสมอ
และพวกเขาจำต้องโค่นนางให้ได้เพื่อนำสันติสุขกลับคืนมาอีกครั้ง เชื่อได้เลยว่าหากใครได้ดูจะต้องหลงรักหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน

ไพเรท ออฟ แคริเบียน
คงไม่มีหนังโจรสลัดเรื่องใดในโลกนี้ที่จะโด่งดังไปกว่าหนังเฟรนไชส์อย่างไพเรท ออฟ แคริเบียนอีกแล้ว
โดยถือเป็นหนังโจรสลัดที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงตั้งแต่ภาคแรกที่มีตัวละครมาดกวน
และเป็นที่จดจำของคอหนังอย่าง แจ็ค สแปโรว์ เป็นโจรสลัดจอมฮาประจำเรื่อง
โดยตลอดทั้งเรื่องในภาคแรกเป็นการ่อู้กับกองทัพโจรสลัดผีดิบเพื่อลบล้างคำสาปให้ได้ในการ
หลุดจากความเป็นอมตะ ส่วนในภาคสอง และสามยิ่งประสบความสำเร็จแบบสุดๆ
เพราะเป็นการดึงตำนานจากเรื่องจริงอย่างคราเคนเข้ามาเกี่ยว โดยเฉพาะตัวร้ายอย่าง โจน
โจรสลัดหนวดปลาหมึกน่ากลัวที่เป็นกัปตันเรื่องจากเรื่องจริงอย่างฟลาย อิ้ง ดัชแมนนั่นเอง

สตาร์ดัส
จัดเป็นอีกหนังแนวแฟนตาซีที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้เรื่องอื่นและมีแนวเรื่องที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร
โดยหนังว่าด้วยชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ต้องการเอาชนะใจสาวที่เขาหลงรัก แต่เมื่อถูกปฏิเสธจึงไปนั่งดูดาว
และบังเอิญพบกับดาวที่ตกจากฟ้ากลายร่างมาเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉม
และดาวที่ว่าหลายคนต้องการหาให้ครบเพราะหากใครเป็นผู้หาได้ครบจะสามารถครองบัลลังก์
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบมากกว่าการแย่งชิงคือความรักนั่นเอง…

จัด 9 อันดับอนิเมะเรื่องเยี่ยมที่คุณต้องไม่พลาด 2

กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำอนิเมะเรื่องเยี่ยมที่กลายเป็นเรื่องฮิตในญี่ปุ่นรวมไปถึงบางประเทศทั่วโลก
ซึ่งเราเองก็ไม่อยากให้คุณพลาดอนิเมะสุดสนุกบางเรื่องไปจึงขอหยิบมาแนะนำกันในวันนี้ ไปติดตามกันได้เลย

บาสิริค
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับบาสิริค โดยหนังเกิดระหว่างสงครามนินจาของฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าโคงะและฝ่ายอิงะที่ทำสงครามกันขึ้น
ก่อนจะยุติสงครามในอีกสิบสองปีต่อมาอย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายยังมีไฟสงครามในตัวมาสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน
ซึ่งทั้งสองฝ่ายที่เป็นทายาทได้รับการสืบทอดพลังพิเศษนั่นคือพลังเนตรนั่นเองจะว่าไปแล้วก็ค่อนข้างที่จะคล้ายกับนินจาคาถาไม่น้อย
ซึ่งวันหนึ่งในเกิดเหตุการปริศนาที่ชักจูงให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาทำสงครามฆ่าฟันกันอีกครั้ง
และทำให้สงครามครั้งใหญ่หวนกลับคืนมาพร้อมกับความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย
โดยเบื้องหลังของสงครามนี้คือมีผู้ชักใหญ่ยั่วยุอยู่เบื้องหลังเพื่ออาศัยความสามารถในการสู้รบของทั้งสองฝ่ายเป็นประโยชน์ในการขึ้นครองบัลลังก์เป็นโชกุนนั่นเอง

บากิ
คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จักกับการ์ตูนเรื่องนี้อีกแล้วกับบากิยอดคนประจัญบานซึ่งต้องบอกเลยว่าได้เป็นการ์ตูนขึ้นหิ้งไปเป็นที่เรียบร้อย
และด้วยความสนุกของการ์ตูนเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มันจะถูกหยิบมาทำเป็นอนิเมะ
โดยว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มนักสู้ที่แม้จเรียนอยู่ในชั้นม.ปลาย
แต่กลับเป็นแชมเปี้ยนส์ของเวทีต่อสู่ให้ดินที่อยู่ลึกลงไปในโตเกียวโดม
โดยเรื่องมาเริ่มหลังจากได้แชมป์ และเปิดการต่อสู้ครั้งใหม่
ซึ่งมีเหล่านักสู้จากทั่วโลกหลายแขนงเข้าร่วมมากมายเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว ทั้งนักซูโม่ นักวิวาท นักยิวยิตสูหรือนักคาราเต้
และบรรดายอดนักกังฟูจากจีนก็มาเข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยทำให้เกิดความมันส์ระดับสุดยอดขึ้นแถมยังเป็นการ์ตูนแนวเลือดสาดที่น่าจะถูกใครขาโหดหลายคน
ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงได้เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ได้รับความินยมอย่างมากแม้จะผ่านมาหลายปีก็ตาม

โอเวอร์โหลด
สำหรับเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นการ์ตูนที่มีเรื่องน่าสนใจอย่างมาก ว่าด้วยเกมที่ชื่อไดรฟ์ แมสซีฟรี่
ซึ่งเป็นเกมออนไลน์แนวอาร์พีจีที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกก่อนที่วันหนึ่งจะต้องปิดตัวเองลงในสิบสองปีต่อมา
นั่นทำให้ตัวละครหนึ่งที่เคยยิ่งใหญ่ต้องตกเป็นเพียงผู้ถูกลืมเหลือเพียงชายที่ชื่อโมมอนก้าเท่านั้นที่ขึ้นมาเป็นใหญ่แทน
ซึ่งในัวนที่เกมได้ปิดตัวลงทำให้ต้องกลับไปใช้ชีวิตดั้งเดิมและเซิฟเวอร์ก็ถูกปิดตัวลงตามไปด้วย
แต่แล้วเรื่องราวความวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่อยู่ในเกมนั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
และทำให้เขาได้เข้าไปพบกับโลกใหม่อันคุ้นเคยทำให้ความสนุก และตื่นเต้นเร้าใจได้เริ่มต้นขึ้น…

The Room หนังห่วยขึ้นหิ้ง ดีกรีมะเขือเน่า 26%

แน่นอนว่าถ้าอยากจะดูหนังสักเรื่อง ใครๆ ก็ต้องอยากดูแต่หนังดีๆ มีคุณภาพ
ได้คะแนนดีๆ จากเว็บรีวิว หรือได้รางวัลจากสถาบันต่างๆ
แต่ถ้าหากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาดูหนังห่วยระดับขึ้นหิ้งดูบ้าง สำหรับวงการหนังแล้ว
The Room นั้นคือหนังที่ถูกนิยามว่าห่วยมากที่สุด ได้คะแนนจากเว็บมะเขือเน่าเพียง26%
แต่ถึง The Room จะขึ้นชื่อว่าห่วยขนาดไหน แต่กลับมีแฟนๆ ติดตามอย่างเหนียวแน่น
อย่างที่เรียกกันว่าหนังคัลท์ (Cult) นั่นเอง จนถึงขั้นที่ว่ามีการฉายในโรงมานานกว่า 14ปี
อย่าเพิ่งตกใจกันไป เพราะเหตุผลของความห่วยที่ว่านั้นมันมีเหตุผลและข้อดีของมันอยู่
โดย The Room เป็นเรื่องเกี่ยวกับรักสามเศร้าของ Johnny, Lisa และ Mark
ซึ่งเป็นรักสามเศร้าที่จับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่ เดี๋ยวเครียด เดี๋ยวดีกันทำเอาคนดูงงไปหมด
นอกจากนั้น ยังมีนักวิจารณ์ที่ดูเรื่องนี้มาแล้วกว่าเกือบ 150 รอบ
พูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังที่เพี้ยนราวกับเอเลี่ยนเป็นคนทำขึ้นมา
เพราะทุกอย่างในเรื่องมันมั่วซั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นบท นักแสดง
แม้แต่พรอพในฉากอย่างกรอบรูปช้อน ก็ยังเป็นของที่เอามาวางไว้เพื่อให้ฉากดูมีอะไรแค่นั้น
คนที่ทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมา คือ Tommy Wiseau
ซึ่งทำหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจากการที่เขาได้ดูหนังเรื่องหนึ่งของ Matt Damon แล้วชอบ
จนอยากมีหนังเป็นของตัวเองบ้าง เขาจึงเขียนบทเอง โปรดิวซ์เอง กำกับเอง
แสดงนำเอง และจ่ายทุกอย่างด้วยเงินของตัวเองกว่า 200 ล้านบาท
ไม่เพียงแค่นั้น การถ่ายทำหนังยังเป็นไปอย่างยากลำบาก และทุลักทุเลสุดๆ เพราะ
Tommy ไม่เคยแสดงหนังมาก่อน แถมยังไม่มีความรู้ใดๆ ในการทำหนัง
นักแสดงที่หามาก็เป็นโนเนมไม่มีใครรู้จัก หนักหน่อยก็ไม่เคยแสดงหนังมาก่อนเลย
ไม่เพียงแค่นั้น ตัว Tommy ยังไม่เคยจะจำบทพูดในหนังได้
บางฉากเขาต้องให้ทีมงานเขียนบทไว้บนกระดาษให้อ่าน และสั่งเทคใหม่กว่า 30-40
รอบในฉากเดียว สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ใช้เสียงตอนถ่ายหรอก
เพราะต้องอัดเสียงแยกและใส่ใหม่เข้าไปอีกที
สุดท้ายแล้วเมื่อหนังถ่ายทำเสร็จและออกฉายด้วยความพยายามของตัว Tommy เอง
หนังก็ได้รับเสียงวิจารณ์ว่ามันห่วยมาก แต่ความห่วยแต่แปลกใหม่ของหนัง
จึงทำให้กลายเป็นกระแสปากต่อปากว่าเป็นหนังคัลท์
และหนังก็ยังฉายรอบดึกตลอด คนต่างบอกต่อๆ กันไป แฟนหนังตัวยงที่ไปดู
ต่างก็ปาช้อนพลาสติกด้วย บางคนเลือกที่จะแต่งคอสเพลย์ไปดู
นอกจากนี้ นักแสดงหลายคนอย่าง Seth Rogan หรือดาราสาวอย่าง Kristen Bell
ยังบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของเธอ
เพราะในความห่วยของหนังมันยังมีความแปลกใหม่เสมอในทุกๆฉากจนกลายไปชอบไปเลยนั่นเอง…